สามชุก

ต่อจาก entry ที่แล้ว ไปวิ่งเล่นสามชุกมา
ตอนไปถึงยังอิ่มข้าวมาใหม่ๆ เลยทำให้ชิมของกินอะไรไม่ได้เท่าไหร่

P1000851

P1000828

ไปถึงค่ำแล้วด้วย(หกโมงเย็น) เดินสวนกับคนที่กำลังจะกลับ ^^’
P1000827

เอา GF1 ไปถ่ายเล่นรูปพวกนี้ปนๆกันระหว่างแต่งรูปในโปรแกรม SilkyPix ที่มันมากับกล้อง(ซึ่งเราก็เล่นอยู่ไม่กี่อย่าง) กับไม่ปรับอะไรแล้วแต่อารมณ์
P1000829

Low light performance สุดยอดมากๆสมคำร่ำลือ
P1000832

เดินไปเจอร้านลูกชิ้นยักษ์ ใหญ่มาก
P1000836

ใหญ่เท่าหัวหมาอะ
P1000839

ปรับเป็นขาวดำ
P1000841

ทอดมันเจ้านี้อร่อยมาก!
P1000842

แดงเขียว
P1000843

เขาว่าร้านนี้อร่อย แต่ว่าตอนไปถึงมันก็หมดแล้วง่ะ ไม่ได้ลองชิม
P1000846

ข้าวห่อใบบัวที่นี่ก็ขึ้นชื่อนะ แต่เราไม่ได้ลองร้านนี้
P1000852

เพื่อนเรียกให้เดินเข้าตรอกซอกซอยลัดเลาะไปหาร้านข้าวห่อใบบัวที่เขาว่าดังๆกัน
P1000857

ก็มีของกุ๊กกิ๊กขายเหมือนตลาดน้ำทั่วๆไป
P1000855

P1000856

ชอบอันนี้อะ เอาผ้าเก่ามาเย็บตัดประยุกต์เป็นทรงสมัยใหม่ให้เด็กๆใส่ น่ารักดี
P1000859

เดินไปแบบผ่านๆเพราะมันใกล้มืดแล้ว ร้านรวงก็เริ่มปิด ยังหาข้าวห่อใบบัวไม่เจอเลย
P1000865

โอ้ เจอแล้วในที่สุด
P1000866

คลุกเครื่องๆ
P1000867

มีบ๊ะจ่างด้วยนะ
P1000872

ร้านกาแฟอาม่า ดูจีนๆน่านั่งซุบซิบจิบน้ำชาดี
P1000868

ระหว่างรอคนอื่นๆเขาสั่งข้าวห่อใบบัว(เราไม่กิน) ก็ไปซื้อกาแฟเย็นกินดีกว่า
P1000871

ในร้านก็คงบรรยากาศเก่าๆไว้อยู่
P1000869

จะกลับละ
P1000850

ของเล่นสีๆ ถ่ายรูปสนุกดีเพราะสีเยอะ
P1000876

P1000877

P1000879

พระอาทิตย์ตก ระหว่างทางตอนขากลับ ท้องฟ้าเป็นสีทองอำพันสวยมาก แต่เลนส์กล้องเราส่องมาได้แค่นี้
P1000880

หมดแล้ว เฮ้อ ไปมาวันเดียว กว่าจะเขียนเสร็จตั้งนาน

Posted in Food | 1 Comment

ไปวัดทำบุญ

ปรกติเราก็ทำสังฆทานวันพระใหญ่(หรือตามโอกาสที่อยากทำ)ที่วัดใกล้ๆอพาร์ทเมนต์ แต่วัดในกรุงเทพฯโดยมากก็ค่อนข้างเจริญแล้วและศรัทธาก็เยอะพอควร
เราก็เลยอยากจะออกต่างจังหวัด หาวัดเล็กๆแบบไม่ต้องระบุพิกัดเจอที่ไหนเข้าที่นั่นเพื่อทำบุญถวายสังฆทานบ้าง
แต่ด้วยความที่ไม่มีรถจะทำแบบนี้มันก็ลำบาก พอดีเพื่อนที่รู้จักกันจากที่อพาร์ทเมนต์เขาก็มีชวนไว้ว่าอยากทำบุญลักษณะเดียวกัน
วันอาทิตย์ที่ผ่านมาก่อนวันอาสาฬหบูชา1วันก็เลยได้ไปด้วยกัน
เราไม่ได้ออกความเห็นว่าจะไปแถวไหน เพราะว่าไม่ใช่คนพาไป ก็เลยตามใจเสียงส่วนใหญ่
ตอนแรกกะจะไปเส้นสระบุรี-นครนายกกัน แต่ว่าเพื่อนร่วมทริปนึกที่เที่ยวไม่ออก (เขาอยากแวะเที่ยวหลังจากทำเสร็จ)
ก็เลยเบนเข็มไปทางเส้นสุพรรณแทน คิืดว่าเสร็จแล้วจะไปตลาดสามชุกกันต่อ

ออกรถไม่ทันไรก็แวะปั๊ม(ที่เขาบอกว่า ราคากรุงเทพฯเป็นปั๊มสุดท้ายบนเส้นนี้) แวะ Jiffy แล้วเช็คอิน 4SQหน่อย
ปรากฏว่านกกุเป็น mayor อยู่ที่นี่ ฮาก๊ากเลย (เราไม่ได้มีนกกุใน friendด้วย) วันนั้นก็เลยแอดไป
โทรหานกกุ นกกุบอกว่า ตรงนั้นห่างจากบ้านหน่อยเดียวเอง

กินอะไรรองท้องเสร็จก็ไปต่อ เข้าบางเลนแล้วก็เลยเลาะไปทางซ้ายเรื่อยๆ จนเข้าไปได้หลายวัดเลยแถวนั้น มีเยอะแล้วก็ติดๆกัน ทำให้ถวายได้ค่อนข้างเร็ว
ที่เราซื้อมาทำสังฆทานส่วนใหญ่ก็เป็นของที่คิดว่าพระท่านน่าจะได้ใช้และไม่ค่อยมีใครซื้อมาถวาย(ถามจากพ่อ/แม่เราเอง เพราะที่บ้านเป็นโยมอุปัฏฐากอยู่แล้ว)
ก็มีแชมพู สบู่ มีดโกน และใบมีด ที่หนีบผ้า ย่ามพระ กระดาษเช็ดหน้าแบบกล่อง(พระท่านมักจะใช้แบบนี้กันมากนะ) รองเท้าแตะ หลอดไฟ ฟองน้ำล้างจาน ไฟฉาย ถ่าน
ยาพารา ยาหม่อง พลาสเตอร์ยา ยาดม ยาอมแก้ไอ เคาน์เตอร์เพน(พระจะเป็นกลุ่มที่มีอาการปวดหัวเข่าได้มากเพราะการนั่งขัดสมาธินานๆทำให้กระดูกอ่อนสึกได้ไว)
แล้วอะไรอีกหว่า จำได้แค่นี้ -_-
เอาเป็นว่าเอาบุญมาฝากทุกๆคนนะคะ

วัดที่ไปก็ได้ถ่ายรูปบ้างไม่ได้ถ่ายบ้าง ถ้ารู้สึกว่าเรื่อยเปื่อยกันแล้วช้าไปแล้วก็รีบเข้ารีบออก ก็ลืมถ่าย
ไปที่วัดแรกกันเลยจ้า วัดตรีพาราสีมาเขต

P1000727

P1000713

หลังจากถวายเสร็จหลวงพ่อท่านก็ถามไถ่มาจากไหน มายังไงกัน พร้อมทั้งเทศน์เล็กๆน้อย
ท่านบอกว่า เมื่อสักครู่มีครอบครัวนึงมาปรึกษาว่าอยากเปลี่ยนชื่อลูกชาย เพื่อให้ลูกชายทำตัวดีขึ้น ท่านก็แนะไปว่า มันไม่เกี่ยว ^^’
ฟังหลวงพ่อท่านได้ไม่นาน ก็มีกลุ่มต่อไปมารอถวาย เราก็ต้องไปต่อแล้ว ก็เลยออกจากกุฏิท่านไปไหว้พระข้างนอก

P1000715

P1000726

วิหารที่น่าจะเพิ่งสร้างไม่ก็บูรณะเสร็จใหม่ๆ
P1000723

หมาวัดขี้เซา
P1000721

ก็เป็นวัดเล็กๆเงียบๆแบบที่อยากมา
P1000720

เพื่อนร่วมทางทั้งสาม
P1000724

วัดที่สองวัดบอนใหญ่ ไม่ได้ถ่ายรูปไว้

วัดที่สามวัดนิลเพชร
P1000728

วัดนี้ช่วงที่ไปเป็นช่วงชาวบ้านมาถวายกันเยอะพอดี ก็เลยถวายกันแบบว่องไว เสร็จแล้วก็หันไปเจอเจ้านี่
P1000729

หูมันโตเต็มวัยแล้ว แต่หัวและตัวมันยังไม่ได้เลยอะ proportion ตลกมาก
หันไปอีกด้านจะเจอกลุ่มนี้ แมววัดกะหมาวัดเป็นเรื่องปรกติของวัดทั่วๆไป มันอยู่กันแบบเป็นส่วนหนึ่งของวัดกันเลยทีเดียว
P1000731

โดยมากจะเป็นมิตรต่อกันด้วยนะ
P1000732

บรรยากาศในศาลาวัด
P1000733

P1000734

ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
P1000738

วัดที่สี่ วัดบัวปากท่า
P1000766

ถ่ายจากศาลาตอนที่ถวายเสร็จแล้ว
P1000742

แมวนี่มันนอนยังไงก็ได้จริงๆ มีอะไรก็พาดไปเรื่อย
P1000743

หลับไม่สนโลก
P1000745

มีสระบัว สมชื่อวัด
P1000749

เราก็อยากจะได้เป็นบัวเหนือน้ำบ้างสักวันนะ (ตอนนี้เป็นบัวใต้น้ำ หินทับไว้อีกสามชั้น)
P1000761

วัดที่ห้า วัดไผ่จระเข้
วัดนี้มีพระจำพรรษาอยู่แค่8รูปเอง

ปิ่นโตวางล้างไว้เรียงกัน แสงสวยดีเลยถ่ายมา
P1000768

P1000769

บรรยากาศภายในวัด พระท่านกวดเก็บขยะเผา ทำความสะอาดกันอยู่ เลยมีควันประกอบฉาก
P1000772

วัดที่หก วัดโพธิ์ราษฏร์ศรัทธาทำ
P1000774

ถวายเสร็จแล้วก็เดินไปหลังวัดซึ่งจะเป็นท่าน้ำ วัดตามต่างจังหวัดจะเกาะอยู่แนวริมแม่น้ำ เนื่องจากการเดินทางสมัยก่อนเป็นทางเรือโดยมาก(ถนนรถวิ่ง มาตัดทีหลัง)
ทำให้เวลาจะเลาะเลียบหาวัดแถวนี้ ต้องเลาะเข้าซอกซอยต่างๆเกาะเส้นแม่น้ำไว้แล้วจะเจอวัดเยอะแยะไปหมดเลย แต่ถ้าหาวัดแถวริมถนนใหญ่จะหาไม่เจอ
P1000778

เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกว่าแถบผักตบนี่คนตัวผอมๆเดินบนนั้นได้ไม่ร่วงลงน้ำ เชื่อได้ไหมเนี่ย ไม่อยากลองเอง(เลยจุดผอมไปแล้ว) อิอิ
P1000782

มาถ่ายรูปเล่นกันคั่นเวลา
P1000783

P1000785

P1000787

P1000800

อีกรูปหนึ่งก่อนกลับ
P1000796

วัดที่เจ็ด วัดราษฎร์สามัคคี ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เช่นกัน
วัดที่แปด วัดท่าเจดีย์
P1000817

เพื่อนร่วมทริปอยากให้อาหารปลา(จริงๆ) เลยไปท่าน้ำหลังวัดกัน
P1000821

เริ่มหิวกันแล้ว เลยพักกินข้าว (ป่านนี้ยังไม่ถึงอ.สองพี่น้อง สุพรรณ เลยอะ) หาร้านกินไม่ค่อยมีเลย สุดท้ายแวะร้านข้างทาง กินกับข้าวง่ายๆ
น้ำพริก ผัดเผ็ดหมู ไข่เจียว ลาบนก (ทำไมถ่ายมาแต่น้ำพริก อ่อ ตอนนั้นหิวจนตาลาย ไม่ได้ถ่ายไรเพิ่ม)
P1000826

วัดที่เก้า วัดบางสาม เป็นวัดสุดท้ายของทริป (ไม่ได้ถ่ายตามเคย)
ก็เป็นอันจบการถวายสังฆทานวันนี้

หลายๆวัดก็ยังขาดปัจจัยอีกเยอะ ดูจากสภาพวัด แต่บางวัดที่เป็นวัดใหญ่แล้วก็จะมีสาธารณูปโภคค่อนข้างพร้อม
เราก็ทำได้เท่าที่กำลังปัจจุบันจะทำได้ ถ้ามีโอกาสก็คงจะได้ทำอีก

พักครึ่งก่อน เดี๋ยวมาต่อตลาดสามชุก

Posted in Nothing | 1 Comment

เห่อ(กว่า)

วันที่เยอรมันเตะกะอาร์เจนตินา (แล้วชนะไป4-0)
เรา พิท และ น้องแก้ว ไปดูบอลที่ To-Sit สยาม
ระหว่างปล่อยให้สองคนนั้นเชียร์บอล
เราก็เอากล้อง Panasonic GF1 ของพิทไปเดินถ่ายเล่นแถวสยาม กะว่าลองใช้ดูว่าชอบไหม
ก่อนหน้านั้นก็ไปเดินดูกล้อง Olympus กะ Sony Nex3 Nex5 กันมาแล้วเมื่อกลางวัน น้องแก้วก็อยากได้ Olympus EP2 อยู่เหมือนกัน
เราก็อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะค่ายไหนดี เพราะสนใจจะซื้อกล้อง Format Micro 4/3 ด้วยความที่มันกะทัดรัดกว่า แล้วก็คุณภาพของภาพดีกว่า digital compact ทั่วไป
ลองถ่ายไปมาก็ชอบนะ คือกล้องเนี่ยเราโอเคอยู่แล้ว แต่ที่อยากลองคือเลนส์แพนเค้กมากกว่า ว่าเราจะชอบไหม
เรื่องของเรื่องคือ คงยังไม่มีปัญญาซื้อเลนส์เพิ่ม ก็ต้องดูว่า20mmถ่ายแล้วพอได้ตามที่เราต้องการหรือเปล่า
ลองจับ Sony Nex3/Nex5 มาแล้ว ไม่ค่อยชอบ แม้ว่ารูปทรงมันจะสวยกว่าเล็กกว่า
แต่ไม่ชอบค่ายนี้เป็นการส่วนตัวอ้ะ -*-
ส่วน Olympus ถ้าจะเอาที่ตรงกับใจก็ต้อง EP2 ซึ่งตั้งสี่หมื่นกว่าๆ
เง้อออ คิดไม่ตก จบวันไปแบบลังเลๆ

วันรุ่งขึ้นไปทำงาน Event ที่เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ไม่ได้คิดอะไรเรื่องกล้องใดๆทั้งสิ้น
เดินไปเดินมาเจอ Pommi เลยไปช่วยเค้าซื้อมือถือใหม่ให้แม่
ระหว่างนั้นเดินผ่านร้านกล้องที่ชั้นไหนร้านไหน เราก็ถลาเข้าไปดู GF1 มันทุกร้าน (ห้างมี 6 ชั้น มีร้านกล้องทุกชั้น)
เราก็เข้าไปลูบๆคลำๆมันมา ตั้งแต่ชั้น1ถึงชั้น6 (Power Buy) จน Pommi เริ่มรำคาญบอกว่า กล้องนี้มันก็ดีอยู่แล้วเพราะงั้นจะซื้อก็ซื้ออย่าร่ำไรไปมา
และแล้วด้วย keyword เหล่านี้:

- ผ่อน 0% ได้นะคะ
- Citibank ลดอีก 8 % ค่ะ
- วันนี้โปรฯวันสุดท้ายแล้วค่ะ

แถมยังมีเสียงชื่นชมคุณภาพกล้องจาก Pommi กับ พี่บอย (ที่บังเอิญเจอพอดี๊ พอดี) คอยรับส่งไม่ขาด
เราก็เลยเสร็จคนขายที่ power buy ซื้อลูกสาวมาด้วยราคา 27,500 (ลดแล้ว จาก 29,990)
ซื้อมาแล้วก็ปลาบปลื้มกับกล้องมาก ชอบอะ ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ละ
แต่เสียแค่ ยังไม่มีตังค์ซื้อเลนส์ (ที่แพงเหลือเกิน) -_-

ยังจำได้อยู่เลยว่าน้องแอร์(ที่ออฟฟิศเก่า MovieSeer) บอกเราว่า กล้องน่ะ ถ้าชอบอันไหนก็ซื้ออันนั้น
ซื้อแล้วก็ไม่ต้องไปคิดอะไรต่อมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องราคา หรือว่าเปรียบว่ารุ่นใหม่ๆที่ออกมาแล้วจะดีกว่าจะถูกกว่า(เพราะมันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ไปเรื่อยๆไม่มีที่สุด)
ถ้าหากเราซื้อมาแล้วเราใช้มันจริงๆจังๆ ไม่ว่าจะถ่ายภาพเก็บความทรงจำหรือถ่ายงานมันก็ถือว่าคุ้มแล้ว ซึ่งเราก็เห็นว่าจริง แล้วก็ยึดคติแบบนี้มาตลอด

กล้องตัวแรกของเราคือ Canon A95 ซื้อมาตอนก่อนจะไปนครวัด เมื่อสัก..6ปีได้แล้วมั้ง
ใช้มันสมบุกสมบันมาก ซ่อมไปหลายที CCD เจ๊ง นู่นนี่เจ๊ง ซ่อมจนทุกวันก็ยังใช้ได้อยู่ (วัชใช้ถ่ายงานของออฟฟิศ)
ตัวนี้เราก็คงใช้มันสมบุกสมบันเหมือนกัน (เป็นลูกแม่ต้องอดทนนะลูก เอิกๆ)

โฉมหน้าลูกสาว (สีเข้ากะสีเล็บแม่มันมาก)
ถ้ามีตังค์เมื่อไหร่แม่จะซื้อแว่นใหม่ให้นะลูกนะ

MyGF1

ปล.ตอนกลับมานั่งที่ร้าน To-Sit (ขณะนั้นยัง 3-0) ก็เกิดหม้อแปลงระเบิดสะเด็ดไฟลงมาโดนรถเวสป้าที่จอดอยู่ รถเลยระเบิดไปด้วย ไฟไหม้หน้าร้านให้พอระทึกเล็กน้อย
ไฟดับทั้งร้าน เลยกลับบ้านกันไปแบบงงๆ (สุดท้ายก็4-0) ตังค์ก็ไม่ได้จ่ายเค้า เพราะเค้าคิดเงินไม่ได้
นึกในใจว่า อะไรวะ แค่อาร์เจนแพ้4-0หม้อแปลงถึงกับรับไม่ได้ ต้องระเบิดตัวเองเลยเรอะ -_-

Posted in Nothing | Leave a comment

เห่อ

ไปทำงาน event ที่เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ
เดินผ่านแผนกกระเป๋าสตรีเพื่อไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างทางเกิดสติแตกไปเจอ SALE เห็นอันนั้นก็ดีอันนี้ก็อยากได้
แล้วตัว organizer แบบที่ใช้แทนกระเป๋าตังค์ ที่เราใช้มาตลอดมันไม่ค่อยมีทำแบบบางๆแล้ว มีแต่แบบหนาๆ
แถมซองใส่ของก็ไม่มี ดูมาหลายรุ่นแล้ว ปีก่อนเลยเปลี่ยนเป็นใช้กระเป๋าตังค์แบบชาวบ้านเขา
ประกอบกับชอบแบรนด์ Lollipops มาก เล็งมานาน
รักพี่เสียดายน้องอยู่หลายแบบหลายทรง สุดท้ายได้ใบนี้มา เลือกอยู่นานมากระหว่างสีดำกับน้ำเงิน
พอลองใช้แล้วถึงพบว่า…ทำไมตรูไม่ซื้ออีกทรงนึงวะ อันนี้มันไม่จุเลยอ่า แง่มๆ -*-

Posted in Nothing | Leave a comment

สปาเก็ตตี้กั้ง

ตอนไปสิงคโปร์ล่าสุด กินกั้งเป็นครั้งแรก เพราะสั่งผิด -_-
มาเป็นห่อกระดาษพันๆมายังกะอาหารหมา แต่รสชาติดีนะจานนี้
พนักงานร้านก็ดี ผู้จัดการเดินมาผูกผ้ากันเปื้อนให้ด้วย รู้สึกเหมือนเป็นเด็กอนุบาล

บนโต๊ะมีปูด้วยกระดาษขาวๆว่างๆ แล้วก็มีชอล์คสีๆให้เขียนเล่น ระหว่างรออาหาร

เย้  Wordpress 3.0 อัพรูปง่ายจัง งั้นคงได้อัพบ่อยขึ้นเนะ

Posted in Food | 2 Comments

Updates

- Upgraded WordPress เป็น 3.0 จากเวอร์ชั่นเต่าล้านปีเมื่อครั้งสมัยไหน
- ใช้ smartphone กับเขาแล้ว โดยซื้อ iPhone 3Gs มา หลังจากนั้นไม่นาน 4G ก็ออก แต่คงไม่เปลี่ยนละ
- ใส่คอนแทคเลนส์กับเขาได้แล้ว แต่พยายามไม่ใส่บ่อยเพราะว่ารู้สึกมันทำให้เส้นเลือดฝอยในตาแดงขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น
- น้ำหนักเลย 50kg แบบไม่ยอมลงมาเกิน2ปีแล้ว
- เดือนที่ผ่านมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปรวมแล้ว หมื่นหก
- ลูกพี่ลูกน้องที่สนิทกันเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ลามไปต่อมน้ำเหลืองแล้ว
- กำลังจะทำประกันสุขภาพ
- เมื่อปีที่แล้วจะไปเนปาล แต่บริษัททัวร์ยกเลิกเพราะจำนวนคนไม่พอ ปีนี้กะัว่าจะไปทิเบต แต่ดูรายจ่ายจากสุขภาพแล้ว ต้องยกเลิกแน่ๆ
- เมื่อเดือนที่แล้วเกิดความคิดจะซื้อคอนโด แต่พอเกิดความไม่แน่นอนหลายอย่างในชีวิตขึ้นมา ตอนนี้ล้มเลิกความคิดไปแล้ว
- ยังทำงานอยู่ที่เดิม ไม่มีวี่แววเรื่องจะได้เปลี่ยนงานใหม่
- มีเรื่องครอบครัวต้องคิดมากขึ้น
- เลยจะคิดเรื่องงานให้มันน้อยลง
- เคยไปเรียนภาษาจีนได้ 1 คอร์ส แต่เนื่องจากต้องเดินทางไปทำงาน ตปท. แทบทุกเดือนตั้งแต่มกราเป็นต้นมา เลยทำให้พับโครงการไม่ได้สานต่อ ตอนนี้ไม่ได้ไปไหนแล้ว(อีกทีก็กันยา) กำลังว่าจะปัดฝุ่นใหม่
- ไม่ซื้อกล้องละ
- เพื่อนในรุ่นป่วยเป็นเบาหวานสองคนติดๆกัน
- ข้อเข่าเจ็บทั้งสองข้าง กระดูกอ่อนอักเสบ ต้องกินยาและเลิกใส่ส้นสูงไปสามสี่เดือน
- บันทึกเดินทางทำงาน 2010 : มกรา – HK/Shanghai,  มีนา – Malaysia/Indonesia, เมษา – Philippines, พฤษภา – Singapore อันหลังนี่ไปป่วยที่นู่นเสียค่าหมอไปแปดพันกว่า
- ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ
- เลิกใช้ FireFox มาใช้ Chrome แทน
- รู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร แต่ยังไม่รู้ว่าทำยังไงจะได้มันมา

แค่นี้ก่อน

Posted in Nothing | 2 Comments

สงกรานต์ 2552 (part2)

13 April 2009
(อัพไปแล้วถึงได้สังเกตว่าหัวเรื่องเขียนปีไทย แต่เนื้อในเขียนวดป.แบบฝรั่ง เอากะฉันสิ แต่ขี้เกียจแก้แล้วอะ :P )

เมื่อคืนนอนดึก มัวแต่ตามข่าว+ดูทีวีผ่านเน็ต ดีนะที่ช่วงนี้คนใช้เน็ตที่นี่ไม่เยอะมาก เลยไม่ได้แย่งคลื่นกัน
เน็ตค่อนข้างเสถียรไม่ติดดับๆ แล้วก็ไม่ช้าเหมือนปรกติ
ตื่นเช้ามาก็พบว่า อ้าว เขาตีกันแล้ว คำว่าสงบสุขก็ลอยออกจา้กหน้าต่างบ้านเราไปลิ่วๆ
ออกไปไหนไม่ได้ เพราะดูแล้วท่าทางไม่ดี แต่ในใจยังแอบคิดว่าอยากออกไปถ่ายรูป เหอๆ
ตอนดึกมีข่าวยิงกันตรงนางเลิ้ง
วันนี้ทั้งวันหมดไปกับการติดตามข่าวสาร โทรศัพท์รายงานแม่กับพ่อและญาติๆว่าไม่้ต้องเป็นห่วง
กว่าจะเข้านอนก็ดึกโข ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย นั่งอยู่หน้าคอมอย่างเดียว เวลาผ่านไปชะแว้บบบ 24 ชั่วโมง

14 April 2009
เช้ามา เรื่องราวก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ รัฐบาลก็ประกาศเรื่อยๆ ว่าควบคุมสถานการณ์ส่วนใหญ่ได้แล้ว
เหลือแต่ตรงหน้าทำเนียบ แต่พอค่อนบ่ายก็มีข่าวแยกย้ายการชุมนุม
ห้างต่างๆที่ปิดมาสามวัน ก็ประกาศเปิดทำการตามปรกติตั้งแต่บ่ายเป็นต้นไป
รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ไม่ว่าจะเพราะอะไร ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็คงไม่ต้องการให้มันเป็นอย่างนี้อย่างยืดเยื้อแน่นอน

พอรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น กีบก็อยากจะออกไปชะแด้บๆน่ะสิคะ อดอยากกินแต่มาม่ามาสองวัน
ไม่ได้ออกไปไหนเลย มันจะลงแดงเอา เลยโทรนัดวัช จะไปกินจิ้มจุ่มรางน้ำกันตอน บ่ายสี่ครึ่ง
เราไปรถไฟฟ้าก็คงไม่น่ามีอะไรอยู่แล้ว

ระหว่างที่รถไฟฟ้าแล่นผ่านตรงอนุเสาวรีย์ก็ขอเอากล้องมากดสักหน่อย ว่าสภาพหลังจากเหตุการณ์เป็นยังไงบ้าง
รถรายังไม่เยอะ ดูเหมือนจะโอเคแล้วนะ

ลงจากรถก็มายืนถ่ายตรงชานชลาอีก1แชะ แต่เข้าไปใกล้กว่านี้ไม่ได้ เค้าทาสีก็เลยเอารั้วมากั้นไว้
ฟ้าใสดีจัง เห็นแล้วรู้สึกดีขึ้นมาทันใด

แต่ว่า…พอมาถึงแล้วก็มีเค้าลางแห่งความร้างเช่นนี้…
เซ็นจูรี่พลาซ่า ยังไม่เปิด…

ถ้ากรุงเทพฯถนนโล่งแบบนี้อาทิตย์ละสามวันได้ก็ดี

มีคุณทหารยืนประจำเป็นจุดๆ..

เราเดินเหงื่อตกกีบเข้าไปจนสุดซอยรางน้ำ เพื่อพบว่า…ไม่มีจิ้มจุ่มร้านไหนเปิดเลยค่ะ!

โฮๆๆ อด อด อด เค้าอยากกินไรแซ่บๆง้าาาา
เลยโทรบอกวัชว่าให้ไปเจอกัน Central World แทน กินร้าน Banana Beach ก็ได้ เด่อ

นั่งลงปุ๊บก็หน้ามืดตาลาย เปิดเมนูมาเจออันไหนก็น่ากินไปหมด ตายอดตายอยาก
สั่งกับมาห้าอย่างกินกันสองคน ^^’

เสียดายส้มตำปูปลาร้ามันไม่อร่อยเลยอะ เหม็นอะไรไม่รู้ ก็เลยกินกันไม่หมด แต่อย่างอื่นรสชาติพอโอเค
แอบคิดว่ามันอร่อยน้อยลงจากเมื่อก่อนเยอะเลย


ผัดยอดฟักแม้วกับแกงส้มกระดูกอ่อนหมู ก็อร่อยดีนะ


ปลากระพงทอดกระเทียมกับน้ำจิ้มแบบซีฟู้ด ปลาไม่ค่อยสดแล้วทอดออกมาไม่ค่อยกรอบออกเหนียว
น้ำจิ้มแค่พอผ่านอะ เมื่อก่อนอร่อยกว่านี้ง่า ฮือๆๆ

แอนี่เวย์…สั่งมาห้าอย่างบ่นว่าอร่อยมั่งไม่อร่อยมั่ง แต่..
Before…

After…

สรุปว่าหมดทุกอย่าง ยกเว้นส้มตำที่มันเหม็นจริงๆ เอิ้กๆ
อิ่มแล้วก็…เอ้อ อิ่มของคาวนี่นะ
ยังขาดของหวาน…

ของโปรด กินแล้วอารมณ์ดี จิตใจชื่นบาน พุงก็บาน หน้าก็บาน 555
ยังไม่พอ ก็ไปต่อสตาร์บัคส์กันอีก ต้องตบท้ายด้วยกาแฟ จึงจะครบสูตร
อิ่มจนพุงจะแตก เดินย่อยพุงหน่อยดีกว่า เดินไปเดินมา มาเจอป้ายนี่..

ฮ่าๆๆ โคตรชอบเลยอ่า เข้าสถานการณ์มั่กๆ น่ารักดี ^^
สีสันแสบตาดีมาก ขอถ่ายรูปคู่หน่อย..

ซ้อนท้ายเวสป้า ดีดกีต้าร์ดิ๋งๆ
แล้วก็ไปเดินเล่นกัันต่อใน B2S ย่อยพุงๆ พอใจละก็กลับบ้าน นอน

15 April 2009
วันนี้ตื่นมาแล้วก็พบว่า…ไปทำงานดีกว่า 5555
ขาดงานไม่ได้ ขาดงานแล้วรู้สึกชีวิตมันหวั่นไหวยังไงพิกล
แต่มาออฟฟิศก็ไม่ได้ว่านั่งซีเรียวทำงานหน้าดำหน้าแดงหรอกนะ

ก็มานั่งอัพไดไปด้วยนี่ไง ^^
ทำงานเวลาที่ไม่มีลูกค้าโทรมากวนด้วยปัญหาติงต๊องสารพัด นี่มันทำให้งานไปได้ไวมากๆ
ขึ้นรถฟุยฟ้าไปศาลาแดง

มองเห็นสวนลุมสีเขียวๆ

บรรยากาศช่วงสายๆยังเงียบๆอยู่

ไหนชะโงกดูซิ  เล่นน้ำกันหรือยัง ลงไปเดินได้ป่าว

ยังไ่ม่มีใครมาสาดน้ำ แต่มีร้านค้าขายพวกอุปกรณ์สงกรานต์ตั้งเต็มสองข้างทางรอคนมา

อุปกรณ์ที่ว่าได้แก่ ปืนฉีดน้ำ ถัง และเซตขันพร้อมสำหรับการประแป้ง

ช่วงบ่ายๆถึงจะเริ่มมีคนทยอยมา ตอนเช้านี่ถนนไม่เปียกเลย
พอสักสี่ห้าโมงเย็น ก็เริ่มมีเสียงกรี๊ดๆเสียงโห่เสียงเฮ ตามประสาสงกรานต์
อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกว่ามีบรรยากาศเทศกาลและการฉลองตามปรกติบ้าง
เสียงกรี๊ด เสียงเฮ ยังไงก็ีดีกว่า เสียงร้องไห้เสียงปืนผาหน้าไม้กระทบกันเห็นๆ

Posted in Uncategorized | 2 Comments

สงกรานต์ 2552 (part1)

9 April 2009 – 6.00PM
รอเครื่องขึ้นที่สนามบิน KLIA มาเลเซีย พยายามจะหา Free WiFi Spot นั่งเพื่อเล่นเน็ตก็ไร้วี่แววแห่งความฟรี
จำต้องเอามือถือต่อเน็ต connection แย่สุดขีด ติดๆดับๆ
พอเข้า Skype ห้องที่คุยกับกลุ่มเพื่อนประจำก็พบว่า..บางกอกตอนนี้มีม็อบกระจายหลายพื้นที่ มีความแรงระดับปานกลาง และอาจเพิ่มสูงขึ้นได้ทุกเมื่อ
ดังนั้นรัฐบาลจึงประกาศให้วันที่ 10 เมษายน เป็นวันหยุด … โอ้ว มาย แล้วตรูจะรีบตาลีตาเหลือมาขึ้นเครื่องกลับไปทำงานพรุ่งนี้ เพื่อ?!

อยากจะตามติดสถานการณ์ว่าเป็นอะไรยังไง แต่เน็ตมันก็ไม่อำนวย เลยต้องหาอะไรกินกันตายแถวๆนี้ไปก่อน แล้วก็ไปรอขึ้นเครื่อง
ขามาดู Bolt ไปแล้ว ขากลับดูอะไรดี… Yes Man ก็แล้วกัน
นั่งดูไปขำไปคนเดียว อาหารบนเครื่องมาเสริฟก็กินแบบเล็มๆไปงั้นๆ บินสองชั่วโมง ก่อนเครื่องลงพักนึงหนังก็จบ
มองไปนอกหน้าต่าง เห็นพระจันทร์ดวงโต สุกสว่าง เปล่งแสงนวลๆไล้ปีกเครื่องบิน ข้างล่างเป็นฟองเมฆดูหนานุ่ม
นั่งมองแบบนี้ จิตใจสงบดีจังเลย เสียแต่ถ่ายรูปมาได้ไม่ดี เพราะกล้องออโต้ตัวเล็กอันนี้ปรับอะไรมากไม่ได้ ก็เลยเห็นภาพสะท้อนพุงของคนนั่งข้างหลังซะงั้น

ตอนแรกนึกว่าลงเครื่องมาแล้วจะหาแท็กซี่กลับบ้านไม่ได้ เพราะพี่แท็กไปร่วมชุมนุม แต่พอจริงๆแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร
กลับถึงบ้านเร็วกว่าเที่ยวก่อนๆด้วยซ้ำ อาจจะเพราะเป็นกลางอาทิตย์ คนเลยไม่เดินทางมาก

10 April 2009
วันหยุด แต่ก็มาออฟฟิศ เพราะมีรายจ่ายต้องทำเบิก ไม่งั้นสิ้นเดือนตายแน่ ค่าตั๋วสองทริปค่าโรงแรมอีก แถมเดือนนี้หมดค่าโรมมิ่งไปหลายพัน
ถ้าเบิกไม่ทันแล้วต้องออกไปก่อนนี่ แทบจะต้องขายเนื้อขายตัวมาจ่ายกันเลยทีเดียว

หนังก็ไม่มีอะไรดู เง้อ

11 April 2009
ตื่นมาด้วยความเซ็งในสถานการณ์บ้านเืมือง หาอะไรกินแล้วก็มานั่งจ่อมหน้าอีเมลล์ที่ออฟฟิศจนมืดค่ำ เห็นเขาว่าสถานการณ์เริ่มไม่ค่อยดี
ก็เลยกลับบ้านมานั่งอืดไปมา ไม่รู้ทำไร วัชก็ไปสังขละ เลยโทรหาพิท พิทบอกว่ากำลังจะไปจ่ายของมาทำอะไรกินกับน้องแก้ว
พอพิทถามว่าจะมากินด้วยกันไหม เลยตอบตกลงไปแบบไม่้ต้องคิดอะไร เพราะเบื่อจะตายอยู่แล้ว รอจนแล้วจนเล่าพิทก็ไม่โทรมาเรียกสักที
เลยลงไปซื้อข้าวไข่เจียวมากิน กว่าพิทจะโทรมาก็ปาเข้าไปจะสามทุ่ม ตอนแรกว่าจะไม่ไปแล้ว แต่พิทบอกซื้อมาเผื่อแล้ว ก็เลย อะไปกินก็ได้
Dinner ไปแล้ว แต่จะ  Supper อีก แล้วเมื่อไหร่น้ำหนักมันจะลงนี่ตรู -*-

เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเยี่ยมคอนโดใหม่ทั่นพิท ก็ใช้ได้นะ ตกแต่งดีสวยงาม spaceใช้สอยจัดวางใช้ได้เลย
ไปถึงก็นั่งเล่นเน็ต ให้้น้องๆทำอาหารมาเสริฟ 5555
น้องแก้วทำพาสต้าซอสอะไรสักอย่าง อร่อยดีรสอมเปรี้ยวนิดๆ ไม่เลี่ยน พิททำโอโคโนมิยากิ (ไม้ตายของมัน) อร่อยมาก (แทบไม่น่าเชื่อ)
กินเสร็จ น้องแก้วก็เอา ไอติม อื้มม มิ้ลมาเสริฟ พร้อมกับชาเอิร์ลเกรย์ หยินหยางมากๆ เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น กินสลับกัน
เปิด Ashes Of Time Redux HD ที่ำพิทโหลดมาดูไปด้วย

Ashes of Time – เถ้าถ่านแห่งกาลเวลา
ที่จริงหนังเรื่องนี้วัชให้เรายืมมานานมาก ตั้งแต่สมัยยังเป็นเวอร์ชั่นวีดีโอร้านพี่แว่นอะ คิดดูว่านานขนาดไหนแล้ว
แต่เราก็ไม่ได้ดูสักที จนโละเครื่องเล่นวีดีโอไป วัชก็ให้เป็นแผ่นดีวีดีมา ก็ยังไม่ได้ดูอีก
มาได้ดูก็วันนี้เอง

เป็นหนังบอกเล่าอารมณ์ความรู้สึกตามสไตล์ หว่องกาไว
หนังเล่าถึงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่บังเอิญมีปัญหาชีวิตเหมือนๆกัน นั่นก็คือ…
เป็นโรครับความจริงไม่ได้ ก็เลยมาแห้งเหี่ยวตายซากกันไปวันๆกลางทะเลทราย เสมือนหนึ่งชีวิตนี้ไม่มีอะไรให้ประวิงอีกต่อไปแล้ว
ช่างตัดกันกับสีสันจัดจ้านของภาพทะเลทรายสีเหลืองทอง และท้องฟ้าสีครามเป็นยิ่งนัก
(ความเห็นส่วนตัว โปรดพิจารณา พูดยังงี้ไม่ได้แปลว่าไม่ชอบหนังเรื่องนี้นะ 5555)

หนังเรื่องนี้นานแล้วล่ะ ใครสนใจสามารถหาอ่านรีวิวดีๆได้ทั้งเว็บไทยและเว็บเทศ
ส่วนในความคิดเราคือ คนเราเวลามันเจอความจริงที่เรารับไม่ได้ สิ่งต่างๆไม่ได้เป็นไปตามที่เราต้องการ
แต่ละคนก็มีวิธี react ต่างๆกันไป บางคนก็อยากลืม บางคนก็อยากจำ บางคนก็อยากทำลาย
แต่จะยังไง ชีวิตและเวลามันก็ต้องเดินต่อไปข้างหน้า เราอยากเป็นคนที่มีอดีตไว้เพียงแค่นึกถึง แต่ไม่ใช่เอาไว้จมเจ่าอยู่กับมัน

Life goes on.

ปล. ภาพสวยม้ากกกกกกกก สวยโอเว่อร์ อย่างกับภาพเขียน เพลงก็เพราะเข้ากับหนังสุดๆ
และ ..เลสลี่ จาง..เป็นคนตาเศร้ามากๆ

12 April 2009
ซักผ้าเสร็จแล้วก็จ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดห้อง ออกไปหาอะไรกิน(ซึ่งก็ไม่ค่อยจะมีอะไรกิน ร้านก็ปิดซะส่วนใหญ่ ฝนก็ตกอีก)
กลับมาออนไลน์ต่อ ก็พบว่าสถานการณ์แย่ลงเรื่อยๆ
ไม่ควรออกไปไหนแล้วล่ะสิ ลงไปซื้อมาม่ามาตุนดีกว่า

มาม่า เพื่อนแท้ยามยาก -_-’

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ม้า………..ม่วง

มันมาอีกแ้ล้ว ฤดูกาลความอ้วนสีเขียวเหลืองเกินห้ามใจ >____<

ไม่อยากนับว่ากินไปกี่ถ้วยแล้วซีซั่นนี้

วันนี้ยุ่งมากๆเลยไม่สามารถลากวัชลงไปกินที่ร้านได้
ก็เลยส่งน้องวัชแสนดีลงไปซื้อมาให้พี่สาวแสนแสบกิน

หน้าตาแพคเป็นแบบนี้ ทำใกล้เคียงกะที่เสิร์ฟในร้านดีนะ

รสชาติมะม่วงสารเคมีมาก ใครกินก็บอกว่าไม่อร่อย
แต่สำหรับเรา อร่อยที่ซู้ดดดดด

อ้ามมมมมมมมมมมมมมมมมมมม (อ้วนกันไปข้าง)

Posted in Food | Leave a comment

5-6 กะปิ น้ำพริกโยะ คำพูน รองเท้า

วันพฤหัส:
สมควรแก่เวลาที่จะเอากะปิ(ชั้นดี) ที่ป้าเราอุตส่าห์แพคให้มาเป็นเดือนแล้ว กลับไปทำแกงอะไรกินสักอย่างเสียที
คือ..กะปินี่…มันสำคัญนะ โดยเฉพาะกับอาหารเหนือด้วยแล้ว
กะปิที่ใช้จะต้องเป็นกะปิดีๆหน่อย ต้องเป็นกะปิเค็มเท่านั้น
งงล่ะสิ คนเมือง(เหนือ)นี่ เขามีแบ่งชนชั้นกะปินะ เป็นกะปิเค็มและกะปิหวาน
แต่จะแบ่งยังไงนั้น อิชั้นก็มิอาจรู้ แต่จากประสปการณ์ทำอาหารแล้ว
ถ้าจะแกงจะตำน้ำพริกแล้วใช้กะปิหวานนี่ รสชาติออกมาเข้ารกเข้าพงไปเลย
กะปิเค็มจะรสดีกว่ามาก และ…ไม่รู้จะไปหาได้ที่ไหนในกทม. -_-’
เพราะไปตลาดหรือตามห้างก็จะเจอแต่กะปิกระป๋อง ที่เอามาทำแกงยังไงก็ไม่อร่อยถูกปากคนเมืองอย่างเราเอาเสียเลย
ป้าเราจึงลงทุนแพคกะปิเค็มรสดีให้มาตอนที่เรากลับบ้านครั้งล่าสุด

จะได้ฤกษ์เอากลับไปทำอะไรกินก็วันนี้แหละ

เลิกงานก็สองทุ่มครึ่งแล้ว เดินในซุปเปอร์วนไปมาคิดไม่ออกว่าอยากกินอะไรดี
ต้องไม่เสียเวลาทำมากนักด้วยเพราะวันต่อมาก็ต้องทำงานไม่อยากนอนดึก
ไปๆมาๆก็ลงที่น้ำพริกนี่แหละ อาหารประจำชาติที่อิชั้นขาดไม่ได้
ทำน้ำพริกโยะก็แล้วกัน (ชื่อน่ารักไหม)

ส่วนผสมก็ประกอบไปด้วย หมูสับครึ่งกิโล(แน่ใจนะว่าทำกินเอง) หอมแดง กระเทียม พริกขี้หนูสด ต้นหอมผักชี
แล้วก็ผักที่จะเอามากินแกล้มน้ำพริก ซึ่งก็ลงที่ผักยอดฮิตคือ ผักกาดขาวและแตงกวา
ได้ทั้งหมดแล้วก็หอบกลับมาเตรียมเครื่องปรุงแล้วก็โขลกๆๆน้ำพริก
กว่าจะทำเสร็จ เกือบตีหนึ่ง! -_-’
ชิมๆแค่พอหอมปากหอมคอ คงไม่กินแล้วคืนนี้ แพคไว้ไปกินที่ทำงานละกัน แล้วก็นอน

วันศุกร์:
ตื่นสาย เพราะนอนดึก แถมมี Conf. Call 9.30 กว่าจะหอบหิ้วน้ำพริกตาลีตาเหลือกมาถึงออฟฟิศก็ 9.30 พอดีเป๊ะ
ครึ่งเช้าไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากประชุม ไม่ได้แม้แต่จะเอาของและน้ำพริกออกจากกระเป๋า แบบพอวางปุ๊บ ยกหูโทร
แล้วเวลาก็หายไปครึ่งวัน กว่าจะประชุมเสร็จ
(ซึ่งผลการประชุมลงเอยด้วยการ สรุปอะไรตอนนี้ยังไม่ได้ ต้องพักก่อนแล้วไว้ประชุมใหม่อาทิตย์หน้า เจริญ -_-’)

กลางวันก็ลงไปซื้อกับข้าวมาชวนพี่ๆน้องๆในออฟฟิศกินกัน
เสียงตอบรับน้ำพริกโอเคนะ มีน้องบ่นว่าเผ็ด แต่คนอื่นๆก็บอกว่าอร่อยดี(ไม่รู้ชมจริงป่าว)

ทำงานไปก็มึนไป เหมือนมันยังปวดหัวค้างคาจากการนอนไม่พอติดกันสองสามวัน
ตอนเย็นเพื่อนที่ทำงานชวนไปกินข้าวที่ CTW แล้วก็จะช้อปรองเท้ากัน
(เรากะว่าคงไม่ช้อปเพราะเดือนที่แล้ว….เอ้อ อย่าไปพูดถึงมันเลย ไม่อยากนึกถึงบิลบัตรเครดิต >___<)

ไปกินร้านอาหารอีสานชื่อคำพูนตรงชั้น7 CTW ข้างๆโรงหนัง
เราว่ารสชาติสู้ Cafe Chilli ไม่ได้อะ แต่ก็นะ ราคามันก็ต่างกัน
ร้านนี้จะราคาไม่แพงมาก แต่ที่สั่งมาหกอย่าง เราว่าอร่อยสักสองเมนูได้มั้ง
หมูกะทงอะไรนี่ อร่อยดี หมูหมักนุ่มชุ่มซอสแล้วก็เอาไปทอด อร่อยๆ
ส่วนซุปหน่อไม้มันไม่อร่อยเลยง่า เพราะหน่อไม้ดองที่ยังมีกลิ่นและรสแปลกๆด้วยมั้ง

กว่าจะกินเสร็จก็จะสามทุ่มแล้ว ได้ข่าวว่ายังไม่ได้ไปซื้อรองเท้ากันเลย
เราปล่อยสองสาวเดินเลือกซื้อรองเท้าไป ส่วนเราไม่ได้กะว่าจะซื้ออะไรจริงจัง เลยดูผ่านๆ
ยังไม่มีอะไรโดนๆด้วย ก็เลยไม่ได้เสียตังค์ซื้ออะไร (เย้)

เมื่อก่อนเราเป็นคนมีปัญหาเรื่องรองเท้าอย่างมาก
เพราะตั้งข้อจำกัดให้ตัวเองเยอะ เช่น รองเท้าจะต้องใส่สบาย ใส่ได้ตลอดไม่ว่าเสื้อผ้าจะเป็นชุดไหน เพราะขี้เกียจเปลี่ยน
พยายามเลี่ยงรองเท้าส้นสูง เพราะไม่อยากเมื่อยเวลาต้องยืนเดินนานๆ
แล้วเราก็หารองเท้าที่มันตอบโจทย์ข้างต้นนี้แทบไม่ได้เลย มีอยู่ช่วงนึง เจอคู่นึงถูกใจมาก ใส่แล้วโอเค
ก็ไปซื้อมาอีกคู่เบิ้ลไว้รอมันพังเลย แล้วก็ใส่เหมือนเดิมสองคู่ติด เพราะสิ้นคิด ไม่รู้จะไปหาแบบไหนมาใส่ต่อดี

แต่แล้วก็มีจุดเปลี่ยน (เอ้อ เรื่องรองเท้าเราก็มี coming of age นะ)
เราพบว่า รองเท้าที่จะตอบสนองความต้องการของเราในคู่เดียวนั้น…..มันแทบไม่มีเฟร้ยยยย
เมื่อยอมรับความจริงได้ดังนี้ เราก็เปลี่ยนไป ประหนึ่งไขก๊อกสิคะ ทีนี้เจอคู่ไหนก็อยากได้ไปหมด ซื้อมาเต็มตู้ เอาซะเต็มที่เลย

ทุกวันนี้ไม่กล้านับว่ามีกี่คู่แล้ว ไม่สามารถรับความจริงว่ามีเยอะแล้วได้ เอิกกก

มีอยู่สองเรื่องในชีวิตที่เรากลัวพ่อแม่จะรู้มาก(เพราะกลัวโดนเพ่นกบาล)
ก็คือ เราแอบกินกาแฟแก้วละร้อย(ของสตาร์บัคส์และยี่ห้ออื่นๆ) แม่รู้เข้าคง….
และ เรื่องที่เรามีรองเท้ามากกว่าสามคู่ แฮ่…

จบ เรื่องรองเท้า น้องที่ออฟฟิศก็ได้กลับบ้านไปคู่นึง (หน้าตาเหมือนของเราที่เราซื้อไปก่อนหน้านี้ คือจะว่าไปเราก็ซื้อไปหลายแบบแล้วอะนะ -_-)
ใกล้สี่ทุ่มก็ได้เวลาสลายตัว เพราะเพื่อนเรามาจากเชียงใหม่แล้วจะมาค้างด้วย มาแกร่วรอที่พาราก้อนได้สักพักแล้ว
รีบเดือนเหงื่อตกกีบกลับมาหาเพื่อน กรุงเทพฯร้อนจริงๆ นี่ยังไม่หน้าร้อนเต็มสตรีมนะเนี่ย ไม่อยากจะคิด หงึยยยย
กลับมาถึงห้อง เพื่อนเกย์ก็มาเมาท์ด้วยจนถึงเที่ยงคืน แล้วก็แยกย้ายกันไปนอน
พรุ่งนี้จะไปดู Watchmen

Posted in Uncategorized | Leave a comment