Across The Universe: รักนี้คือทุกสิ่ง
site admin
คนเรามีวิธีในการแสดงออกต่อเรื่องเดียวกันต่างๆกัน แล้วแต่ว่าใครเป็นอย่างไร
วิศวกร นักการเมือง แม่บ้าน ย่อมแสดงออกคนละแบบ
ศิลปินก็มีวิธีในการแสดงออกอีกแบบเช่นกัน
Across The Universe เป็นเรื่องของการแสวงหา สูญเสีย อุดมการณ์ สงคราม สันติภาพ
ความสำเร็จ ล้มเหลว ชีวิต การเปลี่ยนแปลง ความรัก
ความรู้สึกของผู้คน และการแสดงออกของพวกเขาที่มีต่อสิ่งเหล่านั้น

.
Jude ชายหนุ่มจากลิเวอร์พูล ไม่มีพ่อ ทำงานบนเรือเพื่อหาเลี้ยงแม่ไปตามสภาพ
วันหนึ่งเดินทางออกจากบ้านไปอเมริกา เพื่อตามหาคนที่ตัวเองคิดว่าน่าจะเป็นพ่อ

Jude พบกับ Max และกลายเป็นเพื่อนกัน ลงเอยด้วยการตกหลุมรัก Lucy น้องสาวของ Max
กลุ่มหนุ่มสาวใช้ชีวิตอย่างเสรี เดินทางสนุกกับโลกอิสระและดนตรี


จนกระทั่ง Max ได้รับหมายเรียกเพื่อไปเกณฑ์ทหารและถูกส่งไปรบในเวียดนาม
แล้วโลกก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป….
มีตอนหนึ่ง..ที่ Jude ได้รับเชิญไปร่วมโต๊ะอาหารเย็นวัน Thanks giving ที่บ้าน Max
แล้วบรรดาพ่อแม่พี่น้องของ Max ก็เอาแต่ซัก Max ว่าเขาจะดรอปการเรียนจาก Princeton ทำไม
แล้วต่อไปจะไปทำอะไร ฯลฯ การสนทนาเลยเถิดไปจนเป็นการเถียงกัน
Max บอกว่า ทำไมทุกคนต้องมาจิกถามเขาด้วยว่าเขา “ทำอะไร”
ทำไมไม่เห็นมีใครถามบ้างว่าเขา “เป็นใคร”
ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของ Max ตอบว่า คนเราจะเป็นใครไม่สำคัญ
เพราะสิ่งที่เรา “ทำ” จะเป็นตัวบ่งชี้เองว่าเรา”เป็น”อะไร
แน่นอนว่า Max ค้านความคิดนี้สุดชีวิต เขาโต้ว่า
สิ่งที่เรา”เป็น”ต่างหากที่จะเป็นตัวบอกว่าเราต้อง “ทำ”อะไร และนั่นสำคัญกว่า
เถียงกันไปมา Max หันมาถาม Jude เชิงหาพวกว่า เห็นด้วยกับเขาหรือเปล่า
Jude ตอบว่า มันไม่ใช่ประเด็นว่า “เป็น”หรือ”ทำ” อะไร
สิ่งที่สำคัญคือ”เราทำมันอย่างไร”มากกว่า
ระหว่างนั้นสงครามและการประท้วงก็ดำเนินต่อไป

.
Strawberry Fields Forever

Jude มีพรสวรรค์ด้านการวาด และเพราะแอบเข้าประเทศอย่างผิดกฏหมาย
เขาจึงวาดภาพเสนอตามบริษัทต่างๆ เป็นการหาเลี้ยงตัวเองแบบฟรีแลนซ์ไปก่อน
ในขณะที่ Lucy แฟนสาวทำงานเสิร์ฟอาหารในร้านอาหาร
และไปช่วยงานของกลุ่มเคลื่อนไหวประท้วงต่อต้านสงครามหลังเลิกงาน
ในฐานะของผู้หญิงสาวที่สูญเสียคนรักคนแรกไปกับการรบในสงคราม
และตอนนี้พี่ชายคนเดียวของเธอก็ถูกส่งไปรบในเวียดนาม
เธอจึงไม่สามารถจะอยู่เฉยๆ แล้วเอาแต่ภาวนาให้สงครามเลิกและพี่ชายจะได้กลับมาได้
เธอจึงต้องทำอะไรสักอย่าง…
.
Jude & Lucy
วันหนึ่งระหว่างการซักผ้าในร้านหยอดเหรียญ และความอึมครึมมัวซัวของบรรยากาศรอบตัว
ที่ไม่ได้ดูสนุกสนาน เสรี หรือ มีความสุขอีกต่อไปแล้ว
Lucy ถาม Jude แรงๆ เรื่องที่เขาดูไม่ค่อยใส่ใจและออกจะค้านๆ
ที่เธอไปร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหว เขาก็ตอบเธอแรงๆเช่นกัน
Lucy: We’re in the middle of a revolution Jude. And what are you doing? Doodles and cartoons?
Jude: Well I’m sorry I’m not the man with the mega-phone, but this is what I do.
Lucy บอกว่าถ้าเธอนอนขวางรถถังได้เธอคงทำไปแล้วถ้านั่นจะทำให้ Max ได้กลับมา
Jude ตอบทำนองว่า นั่นมันไม่ช่วยให้ Max กลับมาได้หรอก
.
ช่วงตัดภาพสลับระหว่างที่ Jude ปักสตอเบอรีสีแดงไว้เต็มผนัง กับฉาก Max กำลังรบที่เวียดนาม
ไม่รู้ว่าความหมายของเพลงสวนสตอเบอรีตลอดกาลมันคือถึงอะไร
แต่ว่าทำนองเพลง คำร้อง และ กราฟิกที่ฉากนี้ใช้มันชวนให้คิดว่า
เป็นการใช้สีแดงที่เหมาะเจาะกับภาพ ความหมาย และเนื้อหาดีมาก แดกดันดีอีกต่างหาก

.
หนังคือสิ่งที่สื่อสารได้ประเภทหนึ่ง
บางทีการเลือกรูปแบบในการส่งสารของหนังเรื่องนี้ อาจสำเร็จและไม่สำเร็จบ้าง
ถึงมือผู้รับโดยสวัสดิภาพบ้างและหล่นหายกลางทางบ้าง มีการตีความสารต่างๆกันไป
มีหนังจำนวนมากไม่ได้แสดงออกถึงเรื่องราวที่ต่อเนื่องเหมือนหนังทั่วไป
ไม่ได้ดำเนินเรื่องราวที่ดำเนินเรื่องไปตามขั้นตอน เปิดเรื่อง-เกิดเหตุ-เร้าใจ-คลี่คลาย-จบเรื่อง
เพราะในชีวิตจริงๆของคนเรานั้น มันก็ไม่ได้เรียงลำดับแบบนั้นหรอก
บางคำถามเปิดมาแล้วก็ไม่มีคำตอบ บางเรื่องก็ยังไม่มีบทสรุปจบ
ในชีวิตคนเราก็คงมีหลายเรื่องที่มันขมวดพันกันยุ่งแบบสางออกจากปมไม่ได้จนทุกวันนี้
ที่เราชอบดูหนังไม่ได้เพราะอยากรู้เรื่องราวความเป็นไป
หรือความสนุกสนานจากเนื้อเรื่องเพียงอย่างเดียว
ดูหนังเพราะ มันมีวิธีมองโลกของคนทำหนังอยู่ในหนังแต่ละเรื่อง
และคนร้อยคนก็มองได้ร้อยอย่างแม้จะเป็นการมองสิ่งๆเดียวกันก็ตาม
สิ่งที่เขามองเห็น เราอาจจะไม่เห็น เพราะเรามองผ่านเลยไป
สิ่งที่เราคิดว่าเด่นชัด คนอื่นอาจมองเป็นเพียงภาพเบลอ
สีจัดจ้านของเรา อาจเป็นเพียงโทนหม่นในภาพของเขา
การดูหนังสำหรับเราเปรียบจึงได้กับความสุขจากการได้แลกเปลี่ยนอะไรบางอย่าง
ระหว่างตัวเราและตัวหนัง มันเหมือนมีเรื่องที่สื่อสารกันได้
เราเข้าใจโลกของคนอื่นและโลกรอบตัวเรามากขึ้น ผ่านสายตาของผู้กำกับหนังหลากหลายคน
เราได้เห็น ได้ยิน สัมผัสได้ ถึงหลากหลายความรู้สึก
เดินทาง ฝัน และ ค้นพบ สิ่งต่างๆ ผ่านสิ่งนี้
เราเข้าใจหนังบางเรื่อง ในขณะเดียวกัน ก็มีหนังอีกหลายเรื่องหลายแนวที่วันนี้เราอาจยังไม่เข้าใจ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณค่าของมันไม่มี
เพราะคนเราให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัวไม่เหมือนกัน
และคนเราก็แสดงออกความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน

.

หนังเรื่องนี้หลายคนดูแล้วอาจรู้สึกว่า ทำไมหลายๆฉากต้องจงใจใ้ห้มันหลุดเพี้ยน
ดูแล้วเข้าใจยากต้องตีความอะไรกันขนาดนั้น
หรืออาจคิดว่า ทำไมคนทำหนังไม่ทำให้เนื้อเรื่องมันลงตัวและไม่เบาโหวงยังงี้
ส่วนตัวแล้วอยากบอกว่า ถ้าดูหนังเรื่องนี้แบบปล่อยใจให้หลวมๆ
ไม่ไปคาดอะไรมาก จะได้อรรถรสไปอีกแบบ
เหมือนได้ลองดื่มพันช์สีชมพูแปร๊ดเข้าไป ทั้งๆที่ปรกติดื่มแต่ชาร้อน อะไรแบบนั้น
บางคนบอกว่าดูแล้วเหมือนดูมิวสิควีดีโอสวยๆ แต่เป็นหนังที่มีเนื้อเรื่องอ่อนยวบมาก
และค่อนขอดว่าหนังเรื่องนี้เป็นได้แค่มิวสิควีดีโอเมดเลย์ของเดอะบีทเทิล
(ซึ่งถ้าหากเป็นงั้น อันนี้ก็เป็นมิวสิควีดีโอที่ดีมากๆเท่าที่เคยมีมาเลยนะ อิอิ)
การที่หนังเลือกวิธีแสดงออกแบบนี้ ก็คงมีเหตุผลของคนทำ
ส่วนเรื่องเพลงเพราะคงไม่ต้องพูดถึง
.
ดูมาเมื่อคืนนี้ที่ Apex สยาม อาจเพราะเป็นวันธรรมดาคนเลยน้อยมาก
อยากให้ไปดูกันเยอะๆ จะได้ฉายอยู่นานๆ อิอิ (หน้าม้าหน้าแมวสุดๆ)
เพราะได้ข่าวว่าหนังทำรายได้ไม่ค่อยดีเท่าไรที่เมกา
เนื่องจากว่านักวิจารณ์สับเละ ในเว็บ มะเขือเน่า ถึงกับบอกว่า
“Psychedelic musical numbers can’t mask the clichéd love story.”
แต่สำหรับเราแล้ว
ทุกวันนี้จะว่าไปก็พวก cliche’ love story & silly love songs เนี่ยแหละนะ
ที่ทำให้โลกมันหมุนและพอจะน่าอยู่บ้าง แม้มันจะล้นโลกและดูเหมือนเฝือไปบ้างก็ตาม
.
ความชอบส่วนตัว
ภาพสวยมาก(ลากเสียง) ชอบเหลือเกินพวกฉากที่สีสันหลุดโลกเนี่ย
ชอบ art direction ของหนังเรื่องนี้มากๆ โดยเฉพาะตอน I want you (she’s so heavy)
คิดได้ไง เจ๋งดี งานศิลป์เรื่องนี้ดีมากๆ สวยและลงตัวสุดๆ

เชียร์หนังเรื่องนี้ขาดใจ
ถ้าคุณเป็นแฟนเดอะบีทเทิลดูจบแล้วอาจจะกรี๊ดคลั่งตายไปเลย
ถ้าคุณไม่ใช่แฟนเดอะบีทเทิลและเฉยๆกับวงนี้ หลังจากดูจบ คุณอาจจะชอบพวกเขาก็ได้
ถ้าคุณไม่ชอบเดอะบีทเทิลเอาเสียเลย ก็ไม่แน่นะ..หนังเรื่องนี้อาจมีมุมอื่นที่ทำให้คุณต้องมองพวกเขาใหม่
ซึ่งจะลงเอยด้วยชอบหรือไม่ชอบนั้นมันก็คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร
เพราะคุณก็ได้ดูมันไปแล้ว อิอิ
ชอบหลายตอนมากๆ
ชอบทุ่งมะเขือเทศ เอ๊ย..สตอเบอร์รีตลอดกาล
ตัดภาพดีด้วย ความหมายก็ดี แดกดันดีอีกต่างหาก
ชอบ I am the walrus
เพลงนี้ถ้าจะมีใครร้องแล้วเหมาะเจาะอีก ก็พี่โบโน่นี่แหละนะ

ชอบ Come Together ได้ใจสุดๆ
ชอบ Because ..โหวงเบา…ล่องลอย..เค้วงคว้าง
เหมือนอาจมีอยู่และไม่มีอยู่จริงในเวลาเดียวกัน
Let it be ก็ขลังมีพลังมาก ภาพกับเพลงมันทำให้อึ้งไปนาน

ตอน I want you (She’s so heavy) นี่ปล่อยก๊ากเลย
กะลังตื่นเ้ต้นกะฉากเกณฑ์ทหารอยู่ มาเจอตอนเดินแบก…ขำพรวด
สุดท้ายชอบตอน I want to hold your hand
ได้ยินเพลงนี้บ่อยๆเวลาไป Ad Makers ร้านประจำ
ได้ฟังมาก็นาน ตอนเด็กๆพ่อก็ชอบเปิด
ไม่เคยรู้สึกว่ามันโรแมนติกหรือว่าเพราะเลย
จนได้ดูฉากนี้แล้วถึงกับอึ้ง เพลงนี้ทำไมมันโรแมนติกได้ขนาดนี้
(ทำไมฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อน อิอิ)
ิ
Jude เปี่ยมเสน่ห์ เหมือน Paul McCartney เลย
Jojo คือตัวแทนของ Jimmi Hendrix แน่ๆ

นักแสดงทำไมร้องเพลงเก่งกันจังเลยอ่า
นางเอกก็ทั้งสวยทั้งร้องเพลงเก่ง โง้ยย ทำบุญมาด้วยอะไร

ดูหนังตัวอย่างได้ที่นี่
รอบฉายดู ที่นี่
* * * * * * * * *
ปล1.
ดูหนังไป นั่งจิบโกโก้ร้อนไป อย่างมีความสุข
ไม่ทันรู้ตัวว่าแอร์ในโรงมันหนาว
กลับมาปรากฏว่า ไข้ขึ้น เอิกก
วันนี้จึงเปื่อยนอนอยู่บ้านไม่ทำงาน ลัลล้า*~
ปล2.
All you need is love, all you need is love.
All you need is love…love..
Love is all you need.

Posted in Movies |
4 Comments »
January 11th, 2008 at 11:26 pm
เราอยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้ชอบบีทเท้ิลเท่าไหร่
แต่ดูเรื่องนี้แล้วชอบขึ้นเยอะเลย
เพลงเพราะและทำให้เรารู้สึกดี
*ดูจบแล้วอยากขึ้นไปดานฟ้าแล้วร้องเพลง ใจสั่งมา เผ่ือจะซึ้ง -_-’
January 13th, 2008 at 9:42 pm
ไม่ทันเลย ไม่ทันจิงๆ
.
.
.
.
.
.
เกิดไม่ทัน ไม่รู้จัก เดอะ บีทเทิล แหะๆ
ดูเทรลเลอร์เรื่องนี้แล้ว มอดว่า สีมันดูน่ากัวอ่ะ
แต่กีบเขียนเชียร์ ขนาดนี้ คงต้องไปดูและ
January 14th, 2008 at 12:08 am
โคตรอยากดู
พรุ่งนี้ไปดูเลยดีฝ่า
January 15th, 2008 at 2:24 am
ชอบมวาาาาาาาาาากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
นางเอกน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก
นั่งกระดิกติงเข้าจังหวะทั้งเรื่องเลย
พร้อมทั้งฮัม(ดำ)ไปด้วยในใจ
เคืองเอเพกซ์หน่อย กะลังนั่งฟัง(ดู) End Credit อยู่ดีๆ
ตัดจบเฉยเลย
(แล้วเปิดเพลง Beatles ต่อ เอากะเค้าดิ)
ฉากสตรอเบอร์รี่มันทรงพลังจริงๆ นะ