About the Site:

  • kipkipkip is back in action!

About Me:

  • Write about yourself here

Categories:


วันคล้ายวันเกิด(คล้ายมากจริงๆ)

January 21st, 2008 by site admin

นั่งถ่างตาปั่นๆๆ IS(Independent Study) อย่างทุกข์ทรมานทั้งคืนวันศุกร์
นอนตอนใกล้เช้าไปแค่สองชั่วโมงแล้วก็ไปเรียนต่อ เรียนแล้วก็กลับมานั่งปั่นต่อจนดึก
เพื่อให้มันได้เนื้อหาที่ควรจะเสร็จ มากที่สุดเท่าที่ทำได้
แม้จะรู้ตัวดีว่าคุณภาพงานไม่ได้เรื่องเลย ต้องทำใจกับผลที่จะตามมา
แต่ก็นะเราไม่สามารถจะทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้แล้วตอนนี้
บอกได้คำเดียวว่าเหนื่อย อายุมากขึ้นแล้วก็อย่างนี้แหละ
ใครไม่แก่ไม่รู้หรอก ต้องแก่ก่อนนะแล้วจะเข้าใจ อิอิ
หลังจากส่งเมลล์ให้เหล่าคณาจารย์ ผู้แสนจะมีน้ำอดน้ำทนกับพฤติกรรมของเราเรียบร้อยแล้ว
ก็กลับห้องนอนสลบเหมือด ปลุกนาฬิกาไว้ตีห้านิดๆ
มีนัดทำบุญกันกับเพื่อนๆเนื่องในวันคล้ายวันเกิดที่โรงพยาบาลสงฆ์ ตอนหกโมงเช้า

แล้วมันก็เหมือนแค่2นาทีผ่านไปเองง่ะ ได้เวลาตื่นแล้ว แงๆ
ลุกจากเตียงด้วยความมึนๆหัวเล็กน้อย เพราะนอนน้อยติดกันหลายวัน
แจ้นขึ้นพี่แถก(แท็กซี่นะแหละ)ไปโรงบาลสงฆ์ พี่แกเหยียบซะจนเราคิดว่าจะตายก่อนถึงหรือเปล่าเนี่ย
ไปถึงก่อนตั้ง15นาที เพราะนาฬิกาเราดันเร็วไป15นาที(ไม่รู้ตัว)
นั่งรอเพื่อนๆไปก็สัปหงกไป คร่อกๆ

มีคู่บ่าวสาวหลายคู่ที่มาแต่งงานกันที่นี่ นัยว่าได้ทำบุญเลี้ยงพระไปด้วย
ก็ต้องมาแต่ไก่โห่ยังงี้เหมือนกัน เห็นคู่แต่งงานที่แต่งตัวแต่งหน้าสวยงามมาถึงแต่เช้ามืดยังงี้
ให้สงสัยว่าเค้าตื่นกันกี่โมงเนี่ย หรือว่าไม่ได้นอน

แล้วเจสก็มาพร้อมกับรถไร้ท่อไอเสีย เพราะเธอทำท่อไอเสียหลุดหล่นหายไปเมื่อวันก่อน
ได้ความรู้ใหม่ว่า แม้ไม่มีท่อไอเสียมันก็ยังวิ่งได้
อืม แต่เสียงมันแว้นๆมากๆ วันนี้เจสเลยเป็นเด็กแว้นไป

สุขสันต์วันเกิดเจสพอเป็นพิธี ด้วยการเดินวนพันแข้งพันขาเป็นเลข8
แล้วช่วยกันขนของขึ้นรถเข็น ได้เจอคุณนก IamMarด้วย เห็นชื่อในไดอารีเจสหลายทีละ
วันนี้ก็มีเหตุงานบุญให้ได้เจอกัน แถมโลกกลมอีก เพราะคุณนกเค้ารู้จักกับน้องๆจากที่ทำงานมิงกุ
โลกนี้มันแคบจริงๆหรือว่าพวกเรารู้จักกันอยู่แค่นี้เนี่ย

ขนของขึ้นรถเข็นไปชั้น4แล้วก็เริ่มถวายสังฆทานได้เลย
คราวนี้ไม่มีพี่เลี้ยง(พนักงาน)คอยแนะนำแล้ว
ก็ไม่มีอะไรมาก จะมีเตียงของพระท่านอยู่ เวลาที่จะถวายนี้เป็นเวลาเดียวกับฉันท์เช้า
แต่ละเตียงจะมีถาดอาหารอยู่ ก็เอาสังฆทานไปวางบนถาด
แล้วก็มานั่งยองๆพนมมือรอรับพรเวอร์ชั่นสั้น

กระจายกันถวาย

เห็นใจพระท่านอยู่เหมือนกัน ตรงที่ท่านก็ไม่ได้อยู่ในสภาพเต็มร้อยอะนะ(ก็ไม่สบายนี่นา)
แต่ก็ต้องลุกมารับสังฆทานที่มีคนมาถวายแล้วก็ให้พรเป็นชุดๆไป
ก็รีบๆถวายแบบเกรงใจๆ เสร็จไปอย่างรวดเร็ว 99 ชุด
อนุโมทนากับผู้ที่ร่วมทำบุญด้วยกันครั้งนี้ด้วยเด้อ
ยังไม่7โมงเช้าดีก็เสร็จแล้ว ไปจองของปีหน้าไว้แล้วก็คิดว่าไปปล่อยปลาดีกว่า
ไปซื้อที่ตลาดซันเดย์เหมือนเดิม เอาลูกปลานิลที่เค้าเลี้ยงไว้ให้ปลามังกรหรือปลาตู้ตัวใหญ่ๆกิน
รวมๆแล้วก็ประมาณ 3000 ตัวได้ ยัดใส่รถไปสวนรถไฟ

ปล่อยปลาๆ

ถ่ายกับเจส
วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดเจส ส่วนของเราวันอาทิตย์หน้า เราเกิดห่างจากเจสอาทิตย์นึงพอดี
ตั้งแต่ปีที่แล้วเราก็เริ่มติ๊ต่างว่าวันนี้ก็คือวันเกิดเรา(ขี้เกียจไปเกิดคนเดียวอาทิตย์หน้า จะเกิดพร้อมกันกับเจสวันนี้อ้ะ)
จะได้มีเืพื่อนไปทำบุญ ไปกิน ไปแก่(เข้าปีต่อไปของชีวิต)ด้วยกัน

ก็..สามสิบแล้วสินะ
เราไม่ได้ตื่นตระหนกว่า ตายแล้ว..อายุ30แล้ว แก่ๆ เหี่ยวๆ ขึ้นคานๆ อะไรแบบนี้หรอกนะ
เพราะอันนั้นมันก็เป็นของมันอยู่ตั้งนานแล้ว ไม่ต้องรอวันที่ขึ้นเลข3
แต่ใจหายว่า ไม่เห็นมันมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ไม่ว่าในด้านไหนของชีวิต ผ่านไปแล้ว30ปี
แต่พูดไปตอนนี้ไม่ได้อะไรขึ้นมาแล้ว มันผ่านไปแล้วน่ะนะ
เราต้องหัดนึกถึงเรื่องที่มันนึกไปแล้วไม่ได้อะไรให้มันน้อยลง อิิอิ

ปล่อยปลาแล้วก็หาไรกินในตลาดแถวสวนรถไฟ ซึ่งของกินเยอะดี ชอบๆ
ออกจากสวนรถไฟแล้วไปบริจาคโลงศพกันต่อที่วัดหัวลำโพง
เหตุการณ์ช่วงนี้กีบจำไม่ได้ เพราะหลับไปตลอดทาง
ไม่ได้ลงไปด้วย นอนแหมะอยู่หลังรถ

เริ่มปวดหัวมากขึ้น กลับห้องนอน นอนแล้วมันก็ยังไม่หาย ก็กินยาแล้วก็นอนเข้าไปอีก
สลบไสลไม่ได้สติ จนพิทโทรมาปลุก รู้สึกว่าหายปวดหัวแล้ว ก็เลยออกไปดูหนังกันที่เซ็นทรัลเวิลด์
กินมอสเบอร์เกอร์ ก็โอเค รสชาติเรื่อยๆ ใช้ได้
แต่มันคงเวิร์คกว่านี้ถ้าเป็นเนื้อ ซึ่งเราก็เลิกกินแ้ล้ว
ดังนั้น คงไม่กินอีกเป็นครั้งที่สอง อิอิ

ดูหนังกันที่อีจีวีเมโทร หนังจบ แยกย้าย กลับบ้าน สะไก๊ พิมพ์ไอ้นี่ (จะ)นอน

หมดไปแล้ว 30 ปี ยินดีต้อนรับปีที่ 31 ของชีวิต
รบกวนช่วยผ่านไปแบบสโลว์โมชั่นนิดนึงนะคะ
มันเอ็นจอยชีวิตไม่ทันน่ะ

Happy Birthday to me

Posted in Nothing | 8 Comments »

Unhappy

January 17th, 2008 by site admin

The reason people find it so hard to be happy is that

they always see the past better than it was, the present worse than it is,

and the future less resolved than it will be” (Marcel Pagnol)

กรี๊ดดดด ใครด่าชั้นนนน เอ๊ยย… ไม่ใช่

ใครหนอพูดแทงใจดำอีกแล้ว  ฮึ!!

เอามาจากหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

* * * * *

ปล.มะกี้ลงไปกินขนมจีนปักษ์ใต้ติดบันไดรถไฟฟ้ามา
เผ็ดสะเด็ดยาด  เผ็ดจนลิ้นมันไม่รู้รสอะไรใดๆทั้งนั้น
นี่คนอื่นๆเขากินกันเข้าไปได้ไงเนี่ย

Posted in Nothing | 1 Comment »

วันสิ้นปี 2550 – วันขึ้นปีใหม่ 2551

January 6th, 2008 by site admin

 (รูปเยอะมากจ้ะ)

ยังไม่ทันจะเงยหน้าขึ้นจากงานและกองหนังสือเรียน
ปีนี้ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งก็มีทั้งดีและไม่ดี ไอ้ที่ดีก็คือ มันจะได้พ้นปีแห่งความสุดเหียกไปซะที
ไอ้ที่ไม่ดีก็คือ ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรใดๆทั้งสิ้น มันก็หมดไปแล้วอีกปีชีวิตตรู
ที่สำคัญก็คือ ไม่รู้ว่าปีหน้ามันจะโคตรเหียกไปยิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า

และปีแห่งการอายุ 20 กว่าๆ ก็เดินลงส้นไปจากชีวิตเราตลอดกาล
เริ่มต้นปีแห่งการอายุ 30 กว่าๆแล้ว
เราไม่ค่อยกลัวการที่ใครจะว่าแก่หรืออะไร แต่มันใจหายมากกว่า
ถ้าอายุคนเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ปี นี่เราก็หายใจทิ้งไปครึ่งหนึ่งแล้ว
อีกครึ่งหนึ่งหลังจากนี้ ดีไม่ดีจะไวกว่านั้น หรือยังไงก็ไม่รู้ได้
เรายังไม่ทันจะได้คิดเลยว่า จะทำยังไงกะอนาคต
ปัจจุบันคืออยู่ไปวันๆโดยแท้และแน่นอน เฮือออออก
เสียงถอนหายใจด้วยความหวั่นตระหนก แก่ไม่กลัว กลัวแก่กะโหลกกะลา  เอิ้กๆ

เอาวะ อย่างน้อยสองปีที่ผ่านมาก็น่าจะได้อะไรมาบ้างแหละ

ดูรูปดีกว่า อิอิ
(เอาปริมาณรูปเข้าว่า)
วันคริสต์มาสเอาไอ้ดำไปลองถ่ายไฟเล่นแถวราชประสงค์กะเพื่อน
มือสั่นซะส่วนใหญ่ พอดูได้จริงๆมีไม่กี่รูป

หมูผัดพริกขี้หนู (มาไงเนี่ย -_-’ แต่ไม่เป็นไรเรื่องกินต้องมาก่อน)
ไอ้อาหารพวกผัดพริก หรือว่าผัดพริกไทยดำเนี่ย มันจะต้องเป็นเนื้อวัวถึงจะอร่อยเหาะเหมาะรส
แต่ด้วยความที่เลิกหม่ำน้องวัว เปลี่ยนเป็นหมูแทน ก็อร่อยใช้ได้ ร้านอาหารคือ ร้านนี้
ดูเมนูอื่นเพิ่มเติมได้จากบล็อกของมิงค์

ต้นคิดสะมาด (Oh no! they pop that tree again!)

และโรงแรมแกรนด์ไฮแอท

เดินไปเรื่อยๆ  ด้วยความที่คนเยอะล้นหลามทำให้ไม่ค่อยได้ถ่ายอะไร
เพราะมันเบียดมากจนแค่ยกกล้องขึ้นมาก็แทบไม่ได้แล้ว
จนไปเดินขึ้นสะพานลอยข้ามแยกนู่นแหละ ถึงได้่ถ่าย
คนที่มาเดินถ่ายรูปกับพวกไฟตกแต่งก็ดูมีความสุข ยิ้มแย้มดี
ทำให้เราพลอยอมยิ้มไปกับครอบครัวต่างๆ ที่อุ้มลูกมาถ่ายกะกวางเรนเดียร์และต้นคริสต์มาสไปด้วย
มันทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศเทศกาลที่ผู้คนค่อยมีความสุขหน่อย หลังจากอยู่ในภาวะอึมครึมกันมานาน

คนเยอะมากๆ เห็นคนตรงหน้าเซ็นทรัลเวิลด์แล้วเปลี่ยนใจ ไม่ข้ามไปดีกว่า


เดินกลับไปขึ้นรถไฟฟ้าตรงสยาม
เจอไฟสีๆแบบนี้ ทำให้นึกถึงสมัยเด็กๆไงไม่รู้

- – -

วันสิ้นปี 2550

อากาศวันนี้เย็นๆ จู่ๆก็เกิดจะเย็นมาซะอย่างงั้น หลังจากที่หลอกให้คิดว่าจะหนาวแล้วก็หายไป
พออากาศเย็น เีราก็ขี้เกียจสระผมเอง เพราะมันหนาวววว บรื๋อออออ
หลังจากแวะเข้าร้านทำผมเพื่อจะสระ ก็ออกจากร้านมาด้วยผมที่สั้นไปเยอะ
เพราะช่างชวนเล็มผมให้เป็นทรง ก็เลยเออออห่อหมก ลงเอยด้วยการให้ช่างหั่นผมออกไปซะเยอะ
ตัดผมเสียทิ้งไป ตอนสิ้นปีพอดี อิอิ

ขึ้นรถไฟฟ้าไปกินก๋วยเตี๋ยวต้มยำพิษณุโลกเจ้าอร่อย ที่ฟู้ดคอร์ดเอ็มโพเรียม
(ใส่ไข่ต้มยางมะตูมและตำลึง มีผักบุ้งทอดกรอบให้ตักฟรี)
หม่ำๆๆ แล้วก็คิดว่า วันนี้ตรูจะไปใช้เวลาวันสุดท้ายของปีที่ไม่มีอารมณ์ทำงานที่ไหนดี

ถ่ายรูปเล่นจากหน้าต่างรถไฟฟ้า เอาเลนส์กดแนบกับกระจกแล้วก็กดเล่นๆแบบไม่ต้องมีโฟกัส
ได้ภาพขณะรถวิ่งมาฉะนี้

ที่ดินว่างๆข้างบนนี้คงไม่แคล้วจะเป็นคอนโดในเร็ววัน

ที่เป็นเงาตะคุ่มๆในภาพนั่น คงเป็นใครสักคนที่ใช้วันหยุดสิ้นปีคนเดียวเหมือนเรา
(แอบทึกทักที่จริงเค้าอาจจะมีเืพื่อนอีกโขยงรออยู่)

อา..พื้นที่สีเขียวในกทม.

ภาพสุดท้ายของปีนี้


แสงสุดท้ายของปีนี้

หลังจากไปนั่งเขี่ยๆสารนิพนธ์ได้สองสามตัวอักษรก็พบว่า ไม่มีอารมณ์ทำงาน -_-
เล่นดีกว่า พักผ่อนๆ

กลับมาที่ห้องก็รอเคาท์ดาวน์ใน Skype กะเพื่อนๆ Zilent.com
เที่ยงคืนปั๊บ  ก็วิ่งออกไปดูพลุสวยๆ แล้วก็เข้านอนหลับคร่อก หมดไปซะทีปีนี้

- – - -

เช้าวันที่ 1 มกราคม 2551

ตื่นสาย นอนซะอิ่มแปร้ วันนี้อากาศดีมากๆ ลมเย็นๆฟ้าใส ไม่มีเมฆเลย
อยากไปเดินเล่นทันใด คว้ากล้องแล้วก็ออกไปเดินเล่นท่าพระจันทร์ดีกว่า

นางแบบวันนี้…น้องมอด(ไหม้)

จากที่เราคิดว่าน้องมอดเป็นเด็กศิลปากร น่าจะเชี่ยวชาญบริเวณนี้อยู่บ้าง
แม้จะไม่ได้เรียนที่วิทยาเขตนี้ ก็น่าจะเป็นไกด์ให้กับแมวบ้านนอกอย่างเรา พอให้ไม่หลง
แต่…น้องมอดก็ไม่ได้รู้ถนนหนทางอะไรดีไปกว่าเราเลย -_-’
นี่มันพาหลุดเข้ามาในอะไรไม่รู้สักอย่าง ตอนที่ร้านรวงเปิดอยู่ น่าจะน่าเดินดีเหมือนกัน

น้องแมวระหว่างทาง

ปรากฏว่าวันนี้…แถวท่าพระจันทร์ คนเป็นแสน -_-
มาทำอะไรกันเยอะแยะนักหนาคะเนี่ย คนพลุกพล่านมากๆ
ร้านอาหารทุกเจ้าเต็มเอี๊ยด ไม่มีที่นั่ง เรากะเพื่อนก็เลยเดินกินมันซะงั้น

เจอหมูทอดข้าวเหนียว ซื้อ
เจอทอดมัน ซื้อ
เจอหมูสะเต๊ะ ซื้อ
เจอวุ้นมะพร้าว ซื้อ
กินๆๆๆ แล้วก็ยังไม่พอใจ เข้าร้านราเมงสั่งเกี๊ยวซ่ากะราเมงมากินอีก

อิ่มจนจะคลาน แล้วก็คิดได้ว่า ควรจะไปไหว้พระวัดพระแก้วเพื่อเป็นศิริมงคลในวันปีใหม่
เดินปนไปกะฝูงชนไปจนถึงวัด แล้วก็เจอสภาพคนล้นหลามเช่นนี้

คนๆๆๆๆๆๆๆ

ลงเอยด้วยการ ยกมือไหว้พระ แล้วก็ออกจากวัด -_-
เข้าไม่ถึงจริงๆ คนเยอะมากๆ

ท่าพระจันทร์คนล้น ไปเดิน ท่าพระอาทิตย์มั่ง
อากาศดี แดดไม่ร้อน ลมเย็นๆพัดโชยตลอด

มอดกะแมวถ่ายรูปเล่น

มอดถ่ายรูปแมวนั่งใต้ต้นไม้


ฟ้าใสมากกกกก สมแล้วที่เป็นฟ้าของวันใหม่และปีใหม่



แดดจ้านะ แต่ไม่ร้อน

เดินๆกันจนพอใจ(เมื่อย) แล้วก็ไปสยามกัน ดูหนัง Rainbow Song รับปีใหม่
เมื่อไปถึงสยาม ก็พบว่าถนนหนทางโล่งงงงงง คนน้อยมากกกก
เราก็เลยทึกทักกันเองว่า คนไปไหนหมด อ๋อ..ก็คนไปวัดพระแก้วกะท่าพระจันทร์มะกี้หมดไง ^^’

แล้วก็ไปป๊ะกับเจ้านี่…โอ้ มันช่าง….

ชมพูแป๋วแหววไปทั้งร้าน หน้าตาเหมือนบ้านการ์ตูนตาแป๋วยังไงยังงั้น

ระหว่างนั่งรอดูหนัง ก็กินกาแฟไปเมาท์กันไป
มดเป็นเพื่อนที่ MovieSeer ที่ยังเจอกันอยู่บ่อยๆ
แต่คนอื่นๆที่เหลือก็แยกย้ายกันไปไหนหมดแล้วไม่รู้ ไม่ค่อยได้คุยกันเลย
ก็หวังว่าทุกคนคงสบายดีและมีความสุขกับชีวิตดีนะ

ปีศาจม็อคค่ามาเยือน กึ๋ยๆๆ

มีแมวนั่งมองออกไปข้างนอก เอาคางพาดขอบระเบียงอยู่อย่างเกียจคร้าน

หลังจากดูหนังจบก็กินกันอีกแล้ว -_-
กินข้าวเย็นเสร็จก็ตบด้วยของหวาน
วันนี้วันเดียวน้ำหนักคงขึ้นประมาณ3กิโล

ปิดท้ายวันนี้ด้วยรูปบลูเบอร์รีชีสพาย หง่ำๆๆ วันแรกของปีหมดไปแล้ว

วู้ววววว จบบบบ

Posted in Nothing | 6 Comments »

รวบ

January 6th, 2008 by site admin

จู่ๆ ก็เกิดเข้าหน้า Login ไม่ได้ซะงั้น เลยไม่ได้อัพซะนาน
หลังจากล่อลวงให้ pit ช่วยแก้ให้หน่อย (ด้วยมาม่า-ไม่มีมายองเนส)
ในที่สุดมันก็ใช้ได้ เย้ๆ

- – - -
CATS

ยอมกัดฟันซื้อตั๋ว Cats ทั้งที่จริงๆแล้วก็จนกรอบอยู่ เพื่อให้ได้ไปเห็นเป็นบุญตาสักครั้ง
แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย ชอบบบบบ แมวหลัลลา เต้นไปมา ยั้วเยี้ย น่ารักหลายๆ
แม้จะเข้าสายไปร่วม20นาที เพราะมัวแต่ติดประชุม ทำให้ไปถึงช้า -*-
เพลง Memory ก็ทำเอาน้ำตาซึม
คนที่จะเห็นค่าเห็นความหมายแสงสว่างอันแม้เพียงริบหรี่ได้ดีที่สุด
ก็คงเป็นคนที่อยู่ในที่อันมืดมิดมาเป็นเวลานานนั้นแหละนะ


- – - -

เมื่อดู CATS มาแล้วก็มาเจอเจ้านี่วางในซูเปอร์มาร์เก็ต
เห็นแล้วกรี๊ด อิอิ ช่างหน้าตาเหมือนเราอะไรเช่นนี้ (ดำ และตาโต)

ข้างหน้า

ข้างหลัง

จะกินหรือไม่ก็ตาม..ไม่ซื้อไม่ได้แล้ว >__<
รสชาติเหมือนโอเลี้ยงเก่าๆ ง่ะ แต่กินแล้วตาสว่างโร่
ทำตาโพลงได้ทั้งคืนเหมือนรูปแมวบนกระป๋องนั่นแหละ

- – -
พูดถึงเรื่องตา
ช่วงก่อนไอ้เจ้าหนอนของเรามันก็ตาบอดไปดื้อๆซะงั้น
จอ LCD แสดงผลได้หมดทุกอย่าง ยกเว้นแสดงผลจากเลนส์ -_-
คงถึงอายุขัยมันแล้วล่ะ เพราะไปขึ้นเขาลงห้วยด้วยกันมาหลายหน
ทำกระแทกนู่นนี่ ก็บ่อยๆ เลยได้เวลาส่งเข้าโรงพยาบาลกล้องหนอน
คราวนี้ซ่อมไม่นานก็ออกมาได้งานได้ปรกติแล้ว ศูนย์หนอนเปลี่ยนที่ปิดช่องเสียบไฟให้ด้วย
อันนี้เป็นรูปที่ถ่ายจากกล้องพี่เอก(รุ่นเดียวกัน CCD เจ๊งไปรอบนึงแล้วเหมือนกัน)

รักกล้องอันนี้มากนะ แม้มันจะเป็น Digital Compact รุ่นธรรมดาๆ
แต่มันเป็นกล้องตัวแรกที่ซื้อเอง(สามปีมาแล้วมั้ง) และมันก็แสนจะดี รับใช้เราอย่างซื่อสัตย์
ไม่ค่อยงอแง แม้ว่าเราจะเผลอทำมันฟาดกับกำแพงนครวัดมาแล้วก็ตาม -_-

ตอนนี้ก็มีสมาชิกใหม่ คือไอู้ดำ ที่เพื่อนเซ้งต่อมาให้ในราคามิตรภาพ
เนื่องจากเพื่อนได้ของใหม่ไฉไลกว่าเก่า (D300) ของเก่าก็เลยตกกระป๋องเป็นธรรมดา
หน้าตาไอ้ดำเป็นฉะนี้..

จริงๆแล้ว pro ค่ายหนอน ไม่ค่อย pro นิก
แต่ด้วยราคามิตรภาพหน้าเลือด(คนเซ้งต่อน่ะที่หน้าเลือด)
ทำให้อยากใช้ไปก่อน จนกว่าจะมีกะตังค์ไปถอยหนอนตัวที่อยากได้
ปัญหาที่ตามมาตอนนี้คือ เพื่อนให้มาแต่ Body เพราะเลนส์คิทขายไปนานแล้ว
ทำให้เรามีกล้องตาบอดเพิ่มมาอีกตัว ปัจจุบันแก้ปัญหาด้วยการ
แกล้งทำเป็นยืมเลนส์เพื่อนแล้วไม่ยอมคืนไปพลางก่อน จนกว่าจะมีกะตังค์ซื้อเลนส์
แต่ึคงไม่ซื้อไรมาก เพราะมีแววจะเปลี่ยนค่ายในอนาคต..งิง

- – - -
ช่วงแนะนำสมาชิกใหม่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ (เจ้าของบล็อกบ้าเห่อ)
เดือนธันวาคมที่ผ่านมาก็มีลูกใหม่มาอยู่ในครอกอีกตัว หน้าตาเป็นฉะนี้

ทำให้ปัจจุบันคอกแมวแคบไปถนัดตา…

นี่คนเรามันจะจำเป็นใช้คอมอะไรเยอะแยะขนาดนี้วะเนี่ย
ยังไม่รวม Desktopที่บ้านอีกตัว มีคอม5ตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน โอ้ว มาย
ตัว Desktop HP เอาไว้ทำงานหลักๆ อีเมลล์ออฟฟิศอยู่ในนี้
IBM X32 เขาให้มาใช้ไปก่อนช่วงรอสั่ง laptopให้ (ใช้เวลาสั่งคอมไปค่อนสองปี)
MacBook ตัวสีขาวเป็นของส่วนตัว  + Desktop ส่วนตัวที่บ้าน
MacbookPro คือคอมประจำตำแหน่ง เพิ่งได้มา

งงไปหมดว่าอะไรมันเก็บไว้ที่ไหนมั่งวะเนี่ย
ตอนนี้เลยพยายามเคลียร์และจัดให้เป็นหมวดหมู่ IBM คงส่งกลับ HQ เร็วๆนี้
Desktop ที่บ้านคงส่งกลับบ้านนอกให้พ่อใช้ต่อ(ซะที)

- – - – -

ภาพเมื่อเดือนที่แล้ว ถ่ายจากตึกที่ทำงานอยู่
เป็นยามเย็นที่ท้องฟ้าสวยแปลกตาดี
บรรยากาศหน้าหนาวเริ่มมา

- – - -

วันคริสต์มาสอีฟ ไปนั่งฟังเพลงที่ Ad Makers  กะเพื่อน
ไม่รู้จะไปไหนกัน ก็ไปกันอยู่ไม่กี่ร้าน และวันนี้เราก็หวังว่าจะมีเพลงดีๆให้ฟัง

ขวดนี้เพื่อนซัดคนเดียวไปครึ่งขวดเห็นจะได้

จะปีใหม่แล้วแต่ชีวิตเราก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าไหร่
ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะเรายังไม่ได้เปลี่ยนมันนั่นเอง ฮ่าๆ

เป็นคนที่ไม่มี NewYear Resolution อะไรกะเค้า
ไม่ค่อยจะแพลนอะไร อยากทำอะไรก็ทำมากกว่า  ก็จะลงเอยด้วยการเรื่อยๆไปแบบนี้
วันดีคืนดีก็จะลุกขึ้นมาทำอะไรเสียทีหนึ่ง  เช่นตอนนี้ก็เลิกกินเนื้อวัวละ
เลิกกินเหล้าไปด้วย (มีค็อกเทลล์แล้วแต่โอกาส)

พอไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาเพ่งว่าจะทำ บางทีมันก็ทำไปของมันเอง

แต่ก็ยังชอบนั่งร้านเหล้า ฟังเพลง เมาท์กะเพื่อนๆ เฮฮาๆ
อัพเดทชีวิต สารทุกข์สุขดิบ บ่นบ้างเบื่อบ้าง

แล้วเราก็ได้ฟัง Where the street has no name กับ With or without you
พร้อมกับดู Die hard ภาคแรก ไปด้วย ตาดูบรูซวิลลิส สมัยหนุ่มแน่น
หูฟังเพลงโบโน่ อืมมม

ร้านนี้เล่นดนตรีได้เยี่ยมจริงๆ (ถ้ายอมเล่นเพลงที่อยู่นอกลิสต์เพลงชาติประจำร้านอะนะ)

- – - -

ขึ้นต้นด้วยแมว ก็ปิดท้ายด้วยปลาก็แล้วกัน
เห็นแล้วมันชอบจริงๆ ให้ตาย

- – - – -
ปล.ทำไม WordPress ต้องออกเวอร์ชั่นใหม่ถี่ยังงี้ด้วย
เค้าตามอัพเดทไม่ทันนะ งิ

Posted in Nothing | 5 Comments »

วันทุกข์ (รอคอยวันศุกร์ที่กำลังจะมา)

August 22nd, 2007 by site admin

เวลาคนเรามีความทุกข์นี่เราจะมองเห็นความน่าสมเพชอย่างหนึ่งของตัวเองได้ชัดเจน
ซึ่งก็คือการดิ้นทุรนทุรายอยากหลุดไปจากทุกข์เพื่อไปเจอความสุขเร็วๆนั่นเอง

สิ่งที่เราหวังว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองตอนนี้ก็คือความสามารถที่จะประคองตัวให้พ้นจากสถานการณ์แย่ๆนี้ไปให้ได้
อะไรมันจะแย่ปานนี้ ว่าไปแล้วคือช่วงนี้ตกต่ำสุดในชีวิต
เรียนก็ดิ่ง รักก็ดับ สุขภาพเดี้ยง งานก็ด้อย ครอบครัวทางบ้านก็กำลังเดือด เงินก็ร่อยหรอ (นึกคำที่เป็นด.เด็กไม่เจอ)

แต่ก็อีกนั่นแหละ เวลาคนเรามองความทุกข์ของตนเองก็มักจะคิดว่ามันช่างทุกข์ระห่ำอะไรเช่นนี้
ในขณะที่คนที่เป็นทุกข์กว่าเรามีตั้งมากมายมหาศาล
แต่เวลาที่เรากำลังทุกข์โคตรๆเนี่ยไม่ค่อยมีใครมีอารมณ์และสติจะนั่งพินิจพิเคราะห์มุมนี้กันนักหรอก
ในความจริงแล้ว ความทุกข์มันวัดกันไม่ได้เป็นตัวอัตราว่าคนนี้ทุกข์กี่เปอร์เซ็นต์ๆ
ไม่อย่างนั้นเราคงสงบปากสงบคำมากขึ้นถ้าเห็นตัวเปอร์เซ็นต์ความทุกข์คนอื่นพุ่งขึ้นสูงกว่าเรา
เราคงจะไปรำพันกับคนที่ทุกข์กว่าไม่ค่อยออก
(ลองนึกภาพว่า มันมีตัวเลขวัดความทุกข์สุขลอยอยู่เหนือหัวของคนทุกคน)

ตอนเด็กๆ เราชอบเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด
มีนิทานจีน(หรืออาจจะเป็นชาติไหนในเอเชียก็จำไม่ได้แล้ว)
เรื่องเล่าของครอบครัวๆหนึ่ง ที่พบเจอเรื่องราว ดี สลับ ร้าย
ร้ายกลายเป็นดี และดีกลายเป็นร้าย ไปเรื่อยไม่จบสิ้น เหมือนสมการที่ถอดออกมาแล้วได้ค่าเป็นอินฟินิตี้

แล้วนิทานเรื่องนั้นก็สอนให้เราเข้าใจเรื่องของชีวิต ที่โดยมากของชีวิตเรานั้น เราไม่ได้ดังใจในสิ่งที่เราอยากจะได้หรอก
แต่ก็นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าชีวิต

แต่ธรรมชาติคนเราก็จะหวังเสมอว่าวันหนึ่งมันจะมีตัว ด.เด็กที่เป็นคำว่า ดี สลับอยู่บนประโยคด้านบนๆนั้นได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องระลึกไว้ในใจว่า สุขก็อยู่ไม่นาน ทุกข์ก็อยู่ไม่นาน
แล้วก็ใช้ชีวิตแบบชาวโลกๆต่อไป

Posted in Nothing | 2 Comments »

« Previous Entries Next Entries »