About the Site:

  • kipkipkip is back in action!

About Me:

  • Write about yourself here

Categories:


Paris Je T’Aime (segment “Tour Eiffel”)

September 30th, 2007 by site admin

ไฟล์ข้างล่างเป็นตอนที่ตัดมาจากหนัง Paris Je T’Aime (อีกแล้ว)
เป็นอีกตอนที่ชอบมากๆจากหนังเรื่องนี้
ตอนนี้กำกับโดย Sylvain Chomet (คนที่กำกับเรื่อง The Triplets of Belleville)

สำหรับเราแล้ว Tour Eiffel เป็นหนังที่กระทบใจอย่างแรง
ตัวหนังไม่มีบทพูดอะไรมากมาย แต่ภาษาภาพและเนื้อหาที่หนังสื่อออกมา
เล่นเอาจุกไปหลายนาที ก่อนจะถอนหายใจ ยิ้มให้กับตัวเอง
แล้วก็ดำเนินชีวิตของเราต่อไป

หนังพูดฝรั่งเศสแต่ก็แค่นิดๆหน่อยเท่านั้นเอง
ถึงไม่เข้าใจภาษาก็สามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้กำกับจะถ่ายทอดแน่นอน
ลองคลิกไปดูกันนะคะ

ปล1.คนเราถ้าจะอยู่กันได้นานๆ
ไม่ได้ขึ้นกับว่าฝ่ายไหนต้องไปเติมเต็มชีวิตฝ่ายไหนให้สมบูรณ์ มันขึ้นอยู่กับว่า เรารับความเว้าแหว่งไม่สมบูรณ์ของกันและกัน และจะอยู่กับมันได้แค่ไหน
มากกว่า

ปล2.ห้ามลืมดูไฟล์ในลิงค์ข้างบน
ปล3.กรุณาดูจนจบ

Posted in Things | No Comments »

La même histoire จาก Paris Je T’Aime

September 30th, 2007 by site admin

มีหนังไม่กี่เรื่องที่ทำให้เรารู้สึกดีกับมันมากจนอยากดูแล้วดูอีก
Paris Je T’Aime เป็นหนึ่งในนั้น

วันนี้เอาเพลงเพราะๆจาก Paris Je T’Aime มาแบ่งให้ฟัง
แหนมแปะเวอร์ชั่นฝรั่งเศสไปแล้ว พี่กีบจะแปะเวอร์ชั่นที่อยู่ในหนังแล้วกันนะ
อิอิ

Life’s a dance we all have to do
What does the music require?

People all moving together close as the flames in a fire…
Feel the beat music and rhyme

While there is time we all go round and round
Partners are lost and found
Looking for one more chance… all I know is..
We’re all in the dance.
We’re all in the dance.

………………………………………………………………………

La même histoire แปลว่า the same story
เมื่อใช้ในหนังเรื่องนี้จึงน่าจะหมายถึง
การที่ไม่ว่าเราจะต่างหรือห่างกันเพียงไหน
เราก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเดียวกัน

All I know is we’re all in the dance :)

รักหนังเรื่องนี้จริงๆเล้ยยยย

Posted in Things | 1 Comment »

หุ่นไล่กา/คู่กรรม/ชาตรี

September 3rd, 2007 by site admin

วันนี้อาจารย์เอา “หนังทีวี” มาฉายให้ดู
ตั้งแต่สมัยเรื่อง หุ่นไล่กา นู่นนนนแน่ะ
(เหมือนจะเกิดไม่ทัน แต่ทำไมชั้นคุ้นๆไอ้ห้อย ไอ้โหนละเนี่ย)
หนังทีวี คือถ่ายด้วยฟิล์มแต่แพร่ภาพทางโทรทัศน์
ซึ่งเป็นคนละแบบกับละครทีวี

หุ่นไล่กาฉายเป็นตอนๆ ถ้าจำไม่ผิดฉายวันอาทิตย์ตอนกลางวัน
แต่ละตอนเป็นเรื่องราวสะื้ท้อนให้เห็น กิเลสต่างๆของมนุษย์ และสะท้อนปนเสียดสีสังคม
มีแม่มดจมูกงุ้มอยู่กับสมุนกระดูกสองกองชื่อ ห้อย กับ โหน
เพลงประกอบร้องว่า
“มองดูโลกเจริญไกล มีน้ำมีไฟมีตึกงาม
มองกายคนเด่นงามดี มองดูกายซีกลับเลวทราม”
(ไตเติ้ลเริ่ดคลาสสิคมากๆ ถึงกับร้องกรี๊ดกร๊าดในใจ)

ในตอนที่เราดูวันนี้ แม่มด ห้อย และ โหน กำลังถกกันเรื่อง
ถ้าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจแล้ว คนที่ไม่มีดวงตาล่ะ
จะใช้อะไรเป็นหน้าต่างของใจ
ว่าแล้วแม่มดก็ไปร่ายคาถาปลุกเสกให้หุ่นไล่กาข้างฝาบ้าน
กลายเป็นชายหนุ่ม(น่าจะวัยค่อนไปทางกลางคน) ตาบอด
แล้วตั้งชื่อให้คอนทราสต์ว่า พ่อ”สว่าง”
พ่อสว่างบอกว่า ชื่อนี้ช่างไพเราะเก๋ไก๋ยิ่งแต่มันประหลาดนักเพราะผมเห็นแต่ความมืด

ว่าแล้วหุ่นไล่กาสว่างก็ออกไปเผชิญโลกกว้าง ไปไงมาไงไม่รู้ช่วงนี้อาจารย์กด skip
สรุปว่าไปขายล็อตเตอรี แล้วก็ไปเจอหญิงสาว รักกัน ไปอยู่กินกัน มีลูก(ได้ไงเนี่ย)
แล้วสุดท้ายหญิงสาวก็ทิ้งพ่อสว่างไปกับชายคนใหม่ที่ร่ำรวยและดีกว่า
(โถ่ พ่อสว่าง!)

“ตัวฉันเป็นเพียงหุ่นไล่กา มีหญ้ามีฟางห่มร่างกาย
ไม่มีสมองที่จะคิด ไม่มีชีวิตเช่นใครๆ
ฉันไปอยู่กับคน ฉันยังทนไม่ไหว อ๊าย..อาย อาย อาย
ฉันอาย ฉันอาย ฉันอาย
ขอกลับไปเป็นหุ่นไล่กา ยืนเฝ้าท้องนาอยู่เดียวดาย..”

ชีวิตก็แบบนี้ กี่ปีๆคนเราก็ตัดสินใจด้วยพื้นฐานตรรกะเดิมๆ
ทำเรื่องเดิมๆ ด้วยแรงขับ และแรงจูงใจเดิมๆ
เมื่อไรๆ ก็เป็นแบบนี้
เพราะฉะนั้นจะว่าละครน้ำเน่า(เขาว่าที่มันเน่าเพราะมันอยู่นิ่งๆ ไม่ไปไหนจนน้ำมันเน่า)
แต่มันก็มีพื้นมาจากคนเรานี่ละนะ

.

หลังจากนั้นอาจารย์ก็เปิดคู่กรรม เวอร์ชั่นละครช่อง7 กมลชนก-ธงไชยให้ดู
เรื่องนี้มาดูอีกทีนี่โปรดักชั่นดีมากๆเลยนะ
ถ้าเทียบกับละครหลังข่าวแล้วถือว่าลงทุนสุดๆ
ถือว่าเป็นละครที่ประสบความสำเร็จมากๆด้วย คนติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง
จนทำให้มีการยืดเรื่องตอนท้าย โกโบริกว่าจะตายนี่นานเหลือเกิน
ตอนนั้นเราไม่ได้อยู่ กทม. เห็นเขาว่า รถราไม่ติดเลยเชียว ทุกคนอยู่บ้านดูคู่กรรม
จำได้ว่าตอนนั้นดูบ้าง แต่ไม่ได้ติดเหมือนชาวบ้านเค้า
เพราะในบรรดานิยายของทมยันตีที่อ่านๆมา เราไม่ค่อยชอบคู่กรรม
รำคาญนางเอก แล้วก็เป็นอะไรไม่รู้ หมั่นไส้ญี่ปุ่น 555
พอเอามาสร้างเป็นทั้งหนังทั้งละครเราก็ไม่ค่อยดูเท่าไหร่

ไอ้คุณเพื่อนคนหนึ่งมันถามว่า เรื่องนี้กี่ปีแล้วคะอาจารย์
“ก็ประมาณ …17 ปีแล้วครับ”

“…………………………………………”

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ไม่จริงงงง ชั้นแก่ขนาดนี้แล้วเรอะ
ตอนนั้นชั้นวัยรุ่นแล้วนะนั่น
17 ปีได้ไง -_-””

เวลาผ่านไปไวอย่างกะโกหก ตอนนี้คุณกมลชนกก็มีลูกมีเต้าไปแล้ว แลดูสมวัย
ทำไมมีแต่พี่เบิร์ดคนเดียวที่ยังไงก็ยังงั้น
ทนทานเหนือกาลเวลาจริงๆ

.

แล้วก็มีวีดีโอเก่าๆ เอามาดูกัน
คอนเสิร์ตโลกดนตรี แกรนเอกซ์ พี่แจ้ยังหุ่นเพรียวๆอยู่เลย
รอยัลสไปรท์
สาวสาวสาว
คีรีบูน
ชาตรี

โอยยยย ดูแล้วแก่ฟล่ะ
เพื่อนๆในห้องมันเกิดไม่ทันเลย มีแต่หนูกะอาจารย์คุยกันรู้เรื่องอยู่สองคน
-_-’
เพลงข้างล่างนี้ก็อยู่ในเทปที่อาจารย์เอามาให้ดูวันนี้
ได้ยินปั๊บนี่เหมือนภาพในหัวมันกรอพรืดๆ เอาวันเวลาเก่าๆมาให้ดู
เพลงสมัยก่อนๆนี่แต่งกันได้เพราะจริงๆเลยเนาะ
คำต่างๆ ภาษาที่ใช้ ทำนอง เนื้อหา
ฟังแล้วมันไม่ฉาบฉวย แห้งๆ เหมือนเพลงปัจจุบัน
เข้าใจว่า คนรุ่นก่อนหน้าเรา ก็อาจจะรู้สึกกับเพลงในสมัยเรา แบบเดียวกัน
มันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง
มุมมองและความรู้สึกของคนที่มีแต่สิ่งต่างๆเปลี่ยนไป
คงบอกไม่ได้หรอก ว่าอันนี้ดี อันนั้นไม่ดี
แต่ที่เราบอกได้ก็คือ เพลงนี้เพราะ และเนื้อหากินใจดีเหลือเกิน

.

เจ็บเพราะใคร / วงชาตรี

เจ็บคราวนี้เหมือนดังชีวีฉันตกจากผา
รอวันเวลาบรรเทาปวดร้าวรวดอุรา
เมื่อเรามีความรักโลกนี้คือวิมาน
ครั้นพอนานวันเธอกลับลืมฉันได้ลงคอ

เกิดชาตินี้ ฉันมีหนี้กรรมที่ทำเอาไว้
จึงต้องชดใช้เวรกรรมเก่าด้วยการจากกัน
ไปไกลสุดขอบฟ้า ไม่มีวันมาพบกัน
กรวดน้ำคว่ำขันเธอและฉันพบกันชาติเดียว
คนเราบางคราว เจ็บแล้วต้องจำ ถูกทำให้เจ็บ
หญิงชายควรจำเจ็บของฉันเป็นเครื่องสอนใจ

เจ็บในรักฉันรู้สึกเพลียและเหนื่อยเมื่อยล้า
ทนทรมานในความเจ็บนี้มาสิบปี
ลองใครมาเป็นฉันสักวันคงรู้ดี
ฉันช้ำชีวีมีแต่คนเขาคอยซ้ำเติม

เจ็บคราวนี้ เหมือนดังชีวีฉันตกจากผา
รอวันเวลาบรรเทาร้าวปวดรวดอุรา
เมื่อเรามีความรักโลกนี้คือวิมาน
ครั้นพอนานวันเธอกลับลืมฉันได้ลงคอ
คนเราบางคราวเจ็บแล้วต้องจำ ถูกทำให้เจ็บ
หญิงชายควรจำเจ็บของฉันเป็นเครื่องสอนใจ

คนเราบางคราวเจ็บแล้วต้องจำ ถูกทำให้เจ็บ
หญิงชายควรจำเจ็บของฉันเป็นเครื่องสอนใจ…

….

ฟังที่นี่

Posted in Things | 4 Comments »