<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?><!-- generator="WordPress/2.8.5" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>my weblog</title>
	<link>http://me.kipkipkip.com</link>
	<description>kipkipkip is back in action!</description>
	<lastBuildDate>Wed, 15 Apr 2009 10:06:23 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>สงกรานต์ 2552 (part2)</title>
		<description>13 April 2009 
(อัพไปแล้วถึงได้สังเกตว่าหัวเรื่องเขียนปีไทย แต่เนื้อในเขียนวดป.แบบฝรั่ง เอากะฉันสิ แต่ขี้เกียจแก้แล้วอะ :P)

เมื่อคืนนอนดึก มัวแต่ตามข่าว+ดูทีวีผ่านเน็ต ดีนะที่ช่วงนี้คนใช้เน็ตที่นี่ไม่เยอะมาก เลยไม่ได้แย่งคลื่นกัน
เน็ตค่อนข้างเสถียรไม่ติดดับๆ แล้วก็ไม่ช้าเหมือนปรกติ
ตื่นเช้ามาก็พบว่า อ้าว เขาตีกันแล้ว คำว่าสงบสุขก็ลอยออกจา้กหน้าต่างบ้านเราไปลิ่วๆ
ออกไปไหนไม่ได้ เพราะดูแล้วท่าทางไม่ดี แต่ในใจยังแอบคิดว่าอยากออกไปถ่ายรูป เหอๆ
ตอนดึกมีข่าวยิงกันตรงนางเลิ้ง
วันนี้ทั้งวันหมดไปกับการติดตามข่าวสาร โทรศัพท์รายงานแม่กับพ่อและญาติๆว่าไม่้ต้องเป็นห่วง
กว่าจะเข้านอนก็ดึกโข ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย นั่งอยู่หน้าคอมอย่างเดียว เวลาผ่านไปชะแว้บบบ 24 ชั่วโมง

14 April 2009
เช้ามา เรื่องราวก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ รัฐบาลก็ประกาศเรื่อยๆ ว่าควบคุมสถานการณ์ส่วนใหญ่ได้แล้ว
เหลือแต่ตรงหน้าทำเนียบ แต่พอค่อนบ่ายก็มีข่าวแยกย้ายการชุมนุม
ห้างต่างๆที่ปิดมาสามวัน ก็ประกาศเปิดทำการตามปรกติตั้งแต่บ่ายเป็นต้นไป
รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ไม่ว่าจะเพราะอะไร ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็คงไม่ต้องการให้มันเป็นอย่างนี้อย่างยืดเยื้อแน่นอน

พอรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น กีบก็อยากจะออกไปชะแด้บๆน่ะสิคะ อดอยากกินแต่มาม่ามาสองวัน
ไม่ได้ออกไปไหนเลย มันจะลงแดงเอา เลยโทรนัดวัช จะไปกินจิ้มจุ่มรางน้ำกันตอน บ่ายสี่ครึ่ง
เราไปรถไฟฟ้าก็คงไม่น่ามีอะไรอยู่แล้ว

ระหว่างที่รถไฟฟ้าแล่นผ่านตรงอนุเสาวรีย์ก็ขอเอากล้องมากดสักหน่อย ว่าสภาพหลังจากเหตุการณ์เป็นยังไงบ้าง
รถรายังไม่เยอะ ดูเหมือนจะโอเคแล้วนะ



ลงจากรถก็มายืนถ่ายตรงชานชลาอีก1แชะ แต่เข้าไปใกล้กว่านี้ไม่ได้ เค้าทาสีก็เลยเอารั้วมากั้นไว้
ฟ้าใสดีจัง เห็นแล้วรู้สึกดีขึ้นมาทันใด



แต่ว่า...พอมาถึงแล้วก็มีเค้าลางแห่งความร้างเช่นนี้...
เซ็นจูรี่พลาซ่า ยังไม่เปิด...


ถ้ากรุงเทพฯถนนโล่งแบบนี้อาทิตย์ละสามวันได้ก็ดี


มีคุณทหารยืนประจำเป็นจุดๆ..


เราเดินเหงื่อตกกีบเข้าไปจนสุดซอยรางน้ำ เพื่อพบว่า...ไม่มีจิ้มจุ่มร้านไหนเปิดเลยค่ะ!

โฮๆๆ อด อด อด ...</description>
		<link>http://me.kipkipkip.com/archives/52</link>
			</item>
	<item>
		<title>สงกรานต์ 2552 (part1)</title>
		<description>9 April 2009 - 6.00PM
รอเครื่องขึ้นที่สนามบิน KLIA มาเลเซีย พยายามจะหา Free WiFi Spot นั่งเพื่อเล่นเน็ตก็ไร้วี่แววแห่งความฟรี
จำต้องเอามือถือต่อเน็ต connection แย่สุดขีด ติดๆดับๆ
พอเข้า Skype ห้องที่คุยกับกลุ่มเพื่อนประจำก็พบว่า..บางกอกตอนนี้มีม็อบกระจายหลายพื้นที่ มีความแรงระดับปานกลาง และอาจเพิ่มสูงขึ้นได้ทุกเมื่อ
ดังนั้นรัฐบาลจึงประกาศให้วันที่ 10 เมษายน เป็นวันหยุด ... โอ้ว มาย แล้วตรูจะรีบตาลีตาเหลือมาขึ้นเครื่องกลับไปทำงานพรุ่งนี้ เพื่อ?!

อยากจะตามติดสถานการณ์ว่าเป็นอะไรยังไง แต่เน็ตมันก็ไม่อำนวย เลยต้องหาอะไรกินกันตายแถวๆนี้ไปก่อน แล้วก็ไปรอขึ้นเครื่อง
ขามาดู Bolt ไปแล้ว ขากลับดูอะไรดี... Yes Man ก็แล้วกัน
นั่งดูไปขำไปคนเดียว อาหารบนเครื่องมาเสริฟก็กินแบบเล็มๆไปงั้นๆ บินสองชั่วโมง ก่อนเครื่องลงพักนึงหนังก็จบ
มองไปนอกหน้าต่าง เห็นพระจันทร์ดวงโต สุกสว่าง เปล่งแสงนวลๆไล้ปีกเครื่องบิน ข้างล่างเป็นฟองเมฆดูหนานุ่ม
นั่งมองแบบนี้ จิตใจสงบดีจังเลย เสียแต่ถ่ายรูปมาได้ไม่ดี เพราะกล้องออโต้ตัวเล็กอันนี้ปรับอะไรมากไม่ได้ ก็เลยเห็นภาพสะท้อนพุงของคนนั่งข้างหลังซะงั้น



ตอนแรกนึกว่าลงเครื่องมาแล้วจะหาแท็กซี่กลับบ้านไม่ได้ เพราะพี่แท็กไปร่วมชุมนุม แต่พอจริงๆแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร
กลับถึงบ้านเร็วกว่าเที่ยวก่อนๆด้วยซ้ำ อาจจะเพราะเป็นกลางอาทิตย์ ...</description>
		<link>http://me.kipkipkip.com/archives/51</link>
			</item>
	<item>
		<title>ม้า&#8230;&#8230;&#8230;..ม่วง</title>
		<description>
มันมาอีกแ้ล้ว ฤดูกาลความอ้วนสีเขียวเหลืองเกินห้ามใจ &#62;____&#60;

ไม่อยากนับว่ากินไปกี่ถ้วยแล้วซีซั่นนี้

วันนี้ยุ่งมากๆเลยไม่สามารถลากวัชลงไปกินที่ร้านได้
ก็เลยส่งน้องวัชแสนดีลงไปซื้อมาให้พี่สาวแสนแสบกิน

หน้าตาแพคเป็นแบบนี้ ทำใกล้เคียงกะที่เสิร์ฟในร้านดีนะ



รสชาติมะม่วงสารเคมีมาก ใครกินก็บอกว่าไม่อร่อย
แต่สำหรับเรา อร่อยที่ซู้ดดดดด



อ้ามมมมมมมมมมมมมมมมมมมม (อ้วนกันไปข้าง)

 </description>
		<link>http://me.kipkipkip.com/archives/50</link>
			</item>
	<item>
		<title>5-6 กะปิ น้ำพริกโยะ คำพูน รองเท้า</title>
		<description>วันพฤหัส:
สมควรแก่เวลาที่จะเอากะปิ(ชั้นดี) ที่ป้าเราอุตส่าห์แพคให้มาเป็นเดือนแล้ว กลับไปทำแกงอะไรกินสักอย่างเสียที
คือ..กะปินี่...มันสำคัญนะ โดยเฉพาะกับอาหารเหนือด้วยแล้ว
กะปิที่ใช้จะต้องเป็นกะปิดีๆหน่อย ต้องเป็นกะปิเค็มเท่านั้น
งงล่ะสิ คนเมือง(เหนือ)นี่ เขามีแบ่งชนชั้นกะปินะ เป็นกะปิเค็มและกะปิหวาน
แต่จะแบ่งยังไงนั้น อิชั้นก็มิอาจรู้ แต่จากประสปการณ์ทำอาหารแล้ว
ถ้าจะแกงจะตำน้ำพริกแล้วใช้กะปิหวานนี่ รสชาติออกมาเข้ารกเข้าพงไปเลย
กะปิเค็มจะรสดีกว่ามาก และ...ไม่รู้จะไปหาได้ที่ไหนในกทม. -_-'
เพราะไปตลาดหรือตามห้างก็จะเจอแต่กะปิกระป๋อง ที่เอามาทำแกงยังไงก็ไม่อร่อยถูกปากคนเมืองอย่างเราเอาเสียเลย
ป้าเราจึงลงทุนแพคกะปิเค็มรสดีให้มาตอนที่เรากลับบ้านครั้งล่าสุด

จะได้ฤกษ์เอากลับไปทำอะไรกินก็วันนี้แหละ

เลิกงานก็สองทุ่มครึ่งแล้ว เดินในซุปเปอร์วนไปมาคิดไม่ออกว่าอยากกินอะไรดี
ต้องไม่เสียเวลาทำมากนักด้วยเพราะวันต่อมาก็ต้องทำงานไม่อยากนอนดึก
ไปๆมาๆก็ลงที่น้ำพริกนี่แหละ อาหารประจำชาติที่อิชั้นขาดไม่ได้
ทำน้ำพริกโยะก็แล้วกัน (ชื่อน่ารักไหม)

ส่วนผสมก็ประกอบไปด้วย หมูสับครึ่งกิโล(แน่ใจนะว่าทำกินเอง) หอมแดง กระเทียม พริกขี้หนูสด ต้นหอมผักชี
แล้วก็ผักที่จะเอามากินแกล้มน้ำพริก ซึ่งก็ลงที่ผักยอดฮิตคือ ผักกาดขาวและแตงกวา
ได้ทั้งหมดแล้วก็หอบกลับมาเตรียมเครื่องปรุงแล้วก็โขลกๆๆน้ำพริก
กว่าจะทำเสร็จ เกือบตีหนึ่ง! -_-'
ชิมๆแค่พอหอมปากหอมคอ คงไม่กินแล้วคืนนี้ แพคไว้ไปกินที่ทำงานละกัน แล้วก็นอน

วันศุกร์:
ตื่นสาย เพราะนอนดึก แถมมี Conf. Call 9.30 กว่าจะหอบหิ้วน้ำพริกตาลีตาเหลือกมาถึงออฟฟิศก็ 9.30 พอดีเป๊ะ
ครึ่งเช้าไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากประชุม ไม่ได้แม้แต่จะเอาของและน้ำพริกออกจากกระเป๋า แบบพอวางปุ๊บ ยกหูโทร
แล้วเวลาก็หายไปครึ่งวัน กว่าจะประชุมเสร็จ
(ซึ่งผลการประชุมลงเอยด้วยการ สรุปอะไรตอนนี้ยังไม่ได้ ต้องพักก่อนแล้วไว้ประชุมใหม่อาทิตย์หน้า เจริญ -_-')

กลางวันก็ลงไปซื้อกับข้าวมาชวนพี่ๆน้องๆในออฟฟิศกินกัน
เสียงตอบรับน้ำพริกโอเคนะ มีน้องบ่นว่าเผ็ด แต่คนอื่นๆก็บอกว่าอร่อยดี(ไม่รู้ชมจริงป่าว)

ทำงานไปก็มึนไป เหมือนมันยังปวดหัวค้างคาจากการนอนไม่พอติดกันสองสามวัน
ตอนเย็นเพื่อนที่ทำงานชวนไปกินข้าวที่ CTW ...</description>
		<link>http://me.kipkipkip.com/archives/49</link>
			</item>
	<item>
		<title>3-4</title>
		<description>เมื่อวานไปดู Confession of a shopaholic กับจจ.(ผู้ซึ่งมาพร้อมกับ D90 ตัวใหม่)
หนังก็ดูได้เรื่อยๆตามประสา Chic Flick นางเอกน่ารักดี
เราเข้าใจความรู้สึกแบบดิ้นพราดๆ อยากได้รองเท้าและเสื้อผ้าสวยๆของผู้หญิงทั้งหลายดี อิอิ

จากดูหนังก็ไปนั่งกินจิ้มจุ่มบวกเมาท์กันไปอีกจนเกือบเที่ยงคืน
เราก็กลับห้องนอน ปรากฏนอนไม่หลับสนิทดีหรือยังไงไม่รู้
วันนี้ตื่นมาปวดหัวตึ้บมากๆ เดินก็เวียนๆหัว
มึนอย่างหนัก </description>
		<link>http://me.kipkipkip.com/archives/48</link>
			</item>
	<item>
		<title>ฝนเดือนมีนาคม</title>
		<description>ไม่คิดว่าจะมีฝนหลงฤดูมาตกอะไรตอนนี้
เมื่อวานเย็นซักผ้าเสียดิบดี
วันนี้ฝนตกซะงั้น แถมมีฟ้าร้องด้วยนะเออ

ของเค้าแรงจริงๆ

****

เมื่อยขาโคตร เดินลงบันไดงี้ปวดวาบๆรู้เลยว่าใช้กล้ามเนื้อส่วนไหนไปบ้างเมื่อวาน
พรุ่งนี้กะว่าจะไปอีก อย่างนี้มันต้องถอนนนน เหอๆๆ

****

ประชุมทั้งเช้า มึนๆงงๆ เหมือนเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ สงสัยเมาไอ้น้ำหอมปรับอากาศที่ซื้อมาใหม่
กลับไปต้องทิ้งอย่างด่วน

****

คิดถึง พี่เอ แข เบยๆ พี่เป็ด จังเลย
พวกนี้เค้าจะคิดถึงเรามั่งป่าวนะ

 </description>
		<link>http://me.kipkipkip.com/archives/46</link>
			</item>
	<item>
		<title>วันแรกของเดือนมีนาคม 2552</title>
		<description>เราใช้เวลาสองเดือนแรกของปีนี้ไปอย่างรวดเร็ว นี่ก็จะหมดวันแรกของเดือนสามแล้ว
เพื่อไม่ให้รู้สึกว่า วันเวลาถูกหมาคาบสาปสูญหายเหมือนที่่ผ่านมาอีก
เราจะพยายามมาโน๊ตไว้ในนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตในแต่ละวันบ้าง
จะได้ไม่ต้องตกใจทุกสิ้นปีว่า 365 วันที่ผ่านมาตรูทำอะไรไปบ้างวะ
ทำไมไม่รู้สึกเหมือนมีเรื่องราวเป็นชิ้นเป็นอันแก่นสารกับชีวิตเลย


วันนี้ตื่นสายพอประมาณแล้วก็กินข้าวเที่ยงกับ my gayfriend ตามปรกติ
ที่ต่างไปจากทุกๆอาทิตย์ที่ผ่านมาคือ เพื่อนทนความอั๋นอวบกลมเป็นซาลาเปาวราภรณ์ของเราไม่ไหวแล้ว
ก็เลยจะลากเราไปฟิตเนส พร้อมทั้งคิดสูตรจำกัดอาหารลดอ้วนให้เสร็จสรรพ
ประมาณว่า : ต้องกินข้าวเช้า เพื่อให้เที่ยงไม่หิวโหยจนสวาปามทุกสิ่งอย่างเข้าไปมากเกิน
ต้องลดมือเย็นที่เป็นพวกทอด ย่าง แป้ง หมูย่างไก่ทอดอะไรงี้ มันก็ไม่ให้เรากิน
ให้กินพวกเกาเหลา ส้มตำได้แต่ห้ามมีไก่ทอดแถมเป็นต้น

วันนี้ก็เลยไปแคว้าวสีลมกัน(ใช่ค่ะ เจ้าที่เค้าด่ากันทั้งประเทศนี่แหละ แต่อิชั้นสมัครตลอดชีพไว้นานชาติแล้ว ก็ต้องใช้กันต่อไป)
ไปวิ่งวอร์มแป๊บๆ แล้วก็ไปเข้าคลาสแดนซ์กัน เป็นคลาสระดับกลางตอนแรกก็ไม่อยากเข้า กลัวเกะกะคนอื่น
แต่ว่ามันไม่มีคลาสอื่นในเวลานั้น ก็เลยมั่วๆเข้าไปเต้น
ก็เต้นแร้งเต้นกาสนุกสนานได้สักครึ่งชั่วโมง ก็ออกดีกว่า สงสารครูฝึก เดี๋ยวแกหมดกำลังใจ
ออกไปวิ่งต่ออีกพักก็กลับ ก่อนกลับแวะซื้อของที่เซ็นทรัลสีลม เป็นพวกกล่องดูดความชื้น กะว่าเอามาต่อสู้กับราที่ห้อง
ไม่รู้จะไหวหรือเปล่า
กลับมาสระผมร้านข้างล่าง ก็เลยให้เค้าม้วนผมให้กะว่าเปลี่ยนบรรยากาศ
แล้วก็ขึ้นมาซักผ้าต่อ เก็บของอีกนิดหน่อย แล้วก็โทรกลับบ้าน
แล้วก็รู้สึกไม่สบายใจตามเคย (เป็นคนปัญหาชีวิตครอบครัวเยอะ ปัญหาตัวเองไม่มีอะไรหรอก)

แต่วันนี้ก็เพิ่งเปรยกับเพื่อนเกย์ไปว่า เราจะไม่ทำให้ตัวเองทุกข์ระทมตรมเศร้าอีกต่อไป
เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่สามารถจะรู้สึกดาวน์อะไรมากไปกว่านี้แล้ว
มันเหมือนมันลงไปจุดต่ำสุด ต่อมความระทมเรามันทำงานหนักจนเจ๊งไปแล้ว

รู้สึกดีๆกับการที่เรายังมีชีวิตอยู่ในวันนี้กันดีกว่า อย่างอื่นก็ว่ากันไปตามครรลองของมัน

พรุ่งนี้ก็เริ่มวันแรกของเดือนสาม ในชีวิตกีบน้อยปีที่ 31
ฮึบๆ </description>
		<link>http://me.kipkipkip.com/archives/45</link>
			</item>
	<item>
		<title>หนังสี่เรื่อง</title>
		<description>วันนี้ตื่นมาด้วยภารกิจต้องดูหนังมากเรื่องที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะไม่ค่อยว่างและท่าทางจะไม่ว่างไปตลอดอาทิตย์ หนึ่งประการ
สองคือ หนังที่จะดูพวกนี้คงไม่อยู่ยืนโยงรอเรานาน
สาม ประหยัดค่าเดินทาง -_-'

กินข้าวเสร็จก็แจ้นไปสยาม เพื่อดู Revolutionary Road รอบเที่ยงให้ทัน
(เหลืออยู่รอบเดียวต่อวัน) เข้าไปดูแบบไม่รู้ข้อมูลใดๆเกี่ยวกับตัวหนัง
ดูจบแล้วก็คิดว่า....อืม เคท วินสเลต แสดงดีจัง (ทำไมไม่ได้ออสการ์จากเรื่องนี้เนี่ย)
ลีโอบวมไปหน่อยนะ และ ..ที่เหลือไม่อิน -_-'
คือมันเป็นหนัง How to live the life you hate หรือเปล่านี่
ไม่ได้ไม่ชอบ หรือว่าหนังไม่ดีนะ แต่ด้วยความที่ไม่อินจริงๆ เลยไม่รู้จะรู้สึกยังไงดี

****

จากนั้นก็แจ้นออกจากโรงวิ่งไปดู The Reader ต่อ
รู้สึกว่าวันนี้เห็นหน้า เคท วินสเลต จนเบื่อเลย
หนังสือเรื่องนี้เราเคยเห็นแปลมาวางขายในไทยนานแล้ว
แต่ไม่เคยสนใจเลยไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
ออกจากโรงมากแล้วก็ยังไม่รู้อีก ว่าเป็นหนังที่สร้างมาจากหนังสือเล่มนั้น
จนมาอ่านกระทู้ในพันทิป
ส่วนตัวแล้วก็เฉยๆไม่ได้ชอบไม่ได้เกลียด ดูได้เรื่อยๆ

***

ตอนแรกกะัว่าจะดู The Wrestler แล้วก็กลับบ้าน แต่พอโทรหาวัช วัชบอกว่าอยากดูเหมือนกัน
ก็เลยตัดสินใจดู Doubt รอวัชมาดู The Wrestler ด้วยกัน

Doubt ในความคิดเราคือเป็นหนังที่ทำบทมาส่งให้ดาราได้ปล่อยพลังใส่กัน
แต่เนื้อหาไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน ให้ดาราแสดงบทบาทไป ที่เหลือให้คนดูไปคิดต่อเอง
หนังก็มีประเด็นนะ แต่มันดูแล้วไม่เชื่อสนิทใจยังไงไม่รู้ ...</description>
		<link>http://me.kipkipkip.com/archives/47</link>
			</item>
	<item>
		<title>วันสิ้นปี</title>
		<description>ปีนี้ก็ไม่มี New Year resolutions เหมือนทุกปี
อันที่จริงเราเป็นคนชอบวางแผนนะ และมีความสุขกับการได้คิดไว้ว่าต้องทำอะไรให้เสร็จเมื่อไหร่
ถ้าให้นั่งลงร่ายรายการออกมาล่ะก็ยาวเหยียดได้เป็นหน้าๆ
มีแค่อย่างเดียวก็คือ เรามีปัญหากับการทำให้แผนเหล่านั้นเป็นจริงขึ้นมาน่ะสิ

เพราะรู้นิสัยบวกกับข้อจำกัดหลายอย่างของตัวเองดีแบบนี้
ทำให้เราไม่คิดจะเขียนหรือร่างplanให้ตัวเอง
เพราะมันรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวถ้าทำไม่ได้
ก็เลยไม่มี New Year resolutions กับเขา
แต่จะค่อนไปทางอยากทำอะไรก็ทำ
ซึ่งอาจลงเอยด้วยการเหนื่อยหรือขี้เกียจ และไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองตามเคย

แม้จะไม่ได้ทำอะไรให้กับตัวเอง
แต่เมื่อมาไล่ดูแล้ว ในแต่ละปีเราทำสิ่งที่เป็นประโยชน์(ให้คนอื่น)เยอะเหมือนกัน
ปีนี้เป็นปีที่ไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องของตัวเอง(มากที่สุดเท่าที่เคยอยู่มา)
มัวแต่ยุ่งกับการแก้ปัญหาและช่วยเหลือคนอื่น
รู้ตัวอีกทีชีวิตเราก็หมดไปอีกปีแล้ว ใจหายกับเวลาที่หายไปเหมือนพริบตาเดียว
แต่ในความทรงจำเราทั้งปีไม่มีอะไรเลย รู้สึกเหมือนไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในร่างตัวเอง
พอจะสิ้นปีแล้วถึงนึกขึ้นได้ว่า อายุสั้นลงอีกปีแล้ว
เกิดคำถามงงๆว่า นี่ชั้นใช้ชีวิตเพื่อใครกันแน่

นี่คือผลของการไม่วางแผนสินะ

แต่ยังไงก็ตาม ต่อให้มีการวางแผน สุดท้ายแล้วก็ไอ้เรานี่แหละที่จะแหกแผนที่ตัวเองวางไว้
แล้วก็ทำตามสัญชาติญาณตัวเองภายใต้สถานการณ์พาไปอยู่ดี
และหลายครั้งมันก็พาเราไปสู่สิ่งที่เราไม่คิดว่าจะเจอ ทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

เราอาจดูเป็นคนไม่มีความตั้่งมั่นที่จะทำอะไรให้สำเร็จ
สำหรับคนที่เกิดมาเจอสิ่งกีดขวางตลอดเวลาแบบเรา(อาจแปลได้สั้นๆว่า ซวย)
แทบทุกเส้นทางที่เดินต้องมีการอ้อมหรือเบนเป้าหมาย
เพื่อรักษาสิ่งที่ตั้งใจไว้ว่าชีวิตนี้จะไม่ทำ หรือเพื่อได้ทำในสิ่งที่ไม่ได้คิดมาก่อนว่าต้องการจะทำ
หรืออะไรที่มากกว่านั้น ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ทำให้เราเป็นเราไม่ใช่เป้าหมาย
แต่เป็นการเดินทางไปสู่เป้าหมาย และนั่นคือสิ่งที่สำคัญสำหรับคนอย่างเรา

ยังไงก็ตาม เราก็หวังว่าในอนาคต สักวันอันไม่ไกลเกินไปนัก
หนทางนี้มันจะขรุขระน้อยลง ขวากหนามจะบางตาขึ้น
และเราจะสามารถลงมือทำ และเดินไปโดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นรอบข้างมากขนาดนี้
แล้ววันนั้นอาจจะเป็นวันที่เหมาะสำหรับการลงมือวางแผนอนาคตจริงจัง
หรืออาจจะเป็นวันที่เหมาะกับการเขียน New Year resolutions
แล้วลุ้นว่าจะสามารถทำได้อย่างที่เขียนไว้ไหม

อาจจะมีวันนั้นก็ได้

สักวัน

ลาก่อนปีเก่า </description>
		<link>http://me.kipkipkip.com/archives/44</link>
			</item>
	<item>
		<title>ปวดนิ้ว</title>
		<description>เป็นไรกับนิ้วก้อยข้างขวาไม่รู้ ปวดมาเป็นอาทิตย์แล้ว

หรือว่าเพราะตั้งแต่เราเปลี่ยนมาใช้แมคบุคเต็มตัวแล้วมันไม่คุ้นกับคีย์บอร์ด

ทำให้นิ้วก้อยข้างนั้นมันค้างไว้อย่างไม่รู้ตัวจนมันปวด?

หรือว่าเพราะซองiPod nanoอันปัจจุบันมันไม่เวิค?

เราเล่นเกม Klondikeบน iPod nano มากเกินไป?

(ระหว่างที่เล่นนิ้วก้อยมันจะต้องดันฝาซองไว้ไม่ให้ปิดลงมาทับหน้าจอ)

แต่หลังๆก็ไม่ได้เล่นแล้วนะ

งง ปวดมากนานแล้วนะเนี่ย </description>
		<link>http://me.kipkipkip.com/archives/43</link>
			</item>
</channel>
</rss>
